แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สภากาแฟข่าว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สภากาแฟข่าว แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2559

ว่าด้วยเรื่องปิด-เปิดเทอมของเด็กๆที่ส่งผลกระเทือนต่อผู้ใหญ่ระดับ 8.9 ริกเตอร์




เมื่อวันก่อนได้อ่านเกี่ยวกับผลโพลชี้ให้อยากปิด-เปิดเทอมเหมือนเดิม ซึ่งโพลนี้จัดขึ้นโดยศูนย์ประสานงานบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ หรือ Coordinating Center for the Public Higher Education Staff (CHES) ซึ่งโพลนี้ได้จัดขึ้นในหัวข้อที่ว่า "ชาวอุดมศึกษาเห็นด้วยหรือไม่ กับการปิดเทอมใหญ่ให้สอดคล้องกับมหาวิทยาลัยในอาเซียน" 

เป็นการทำแบบสำรวจโดยเด็กมหาวิทยาลัยทุกสถาบัน และตามเพจในเฟซบุคอื่นๆที่มีเด็กมหาวิทยาลัยเป็นแฟนเพจอยู่เป็นจำนวนมาก เช่นเพจดังอย่าง เพจ Drama-Addict ซึ่งส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า "ควรปิดภาคเรียนตามระบบของไทย (ปิดเทอมใหญ่ช่วงเดือนมีนาคม - พฤษภาคม)" คิดเป็นร้อยละ 88.6% และส่วนน้อยที่เห็นว่า "ควรปิดภาคเรียนตามระบบอาเซียน (ปิดเทอมใหญ่ช่วงเดือน พฤษภาคม - กรกฎาคม )" คิดเป็นร้อยละ 11.4%

จะว่าไปเรื่องนี้เป็นข่าวสั่นสะเทือนวงการการศึกษาในระดับ 8.9 ริกเตอร์ ของเด็กมหาวิทยาลัย รวมไปถึงอาจารย์ และบรรดาผู้ปกครอง ในคราวที่กำลังจะพิจารณาหาข้อสรุปว่าควรเปลี่ยนตามอาเซียน หรือไม่ควรเปลี่ยนและยึดถือตามแบบวิถีไทยดีแล้ว

เท่าที่ทราบข้อดีในตอนที่จะเปลี่ยนนั้นคือ เด็กไทยจะได้มีโอกาสที่จะไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนได้มากขึ้น เนื่องมาจากการปิด-เปิดภาคเรียนตรงกันกับบรรดาประเทศในอาเซียน

แต่ข้อเสียนี่เยอะมาก อันดับแรกเปลี่ยนการเปิดเทอมแรกเป็นระหว่างเดือน ส.ค. - ธ.ค. ซึ่งเราต่างก็ทราบกันดีว่าช่วงปลายปี เป็นช่วงที่มีวันหยุดเยอะ และยังเป็นช่วงปีใหม่อีก แต่กลับกลายเป็นช่วงเร่งอ่านหนังสือเพื่อใกล้สอบ แทนที่จะได้ผ่อนคลาย เตรียมรับเทศกาลแห่งความสุขในช่วงปลายปี ที่ค่อนข้างขัดแย้งกับความรู้สึก

อันดับต่อมาพอเปลี่ยนการเปิดเทอมสองเป็นระหว่างเดือน ม.ค. - พ.ค. อันนี้ก็ยิ่งหนัก เพราะรู้กันดีว่าเทศกาลสงกรานต์นั้นเป็นเทศกาลแห่งวันหยุดยาวประจำปีของบ้านเรา จำนวนนักเรียนที่มาเรียนกันในช่วงนั้นย่อมมีจำนวนน้อยมาก ขณะที่ส่วนใหญ่ต่างก็กลับบ้านไปต่างจังหวัด หรือไปท่องเที่ยวกับครอบครัวในช่วงเทศกาลดังกล่าว และที่เห็นชัดเจนอีกอย่างคงเป็นเรื่องอากาศร้อนอบอ้าว ที่นับวันอุณหภูมิจะเพิ่มสูงขึ้นทุกๆปี ทำให้บรรยากาศในการเรียนการสอนช่วงหน้าร้อนช่างทรมานและไม่มีสมาธิในการเรียน

อีกทั้งยังก่อให้เกิดความเสียหายในการสมัครงานของนักศึกษาจบใหม่ การเสียโอกาสของอาจารย์แลกเปลี่ยน และการเสียโอกาสในการสอบใบประกอบวิชาชีพของนักศึกษาจบใหม่ เช่น คณะพยาบาลศาสตร์ โดยโพลนี้ทางคณะผู้ทำจะนำเสนอ  เพื่อพิจารณาทบทวนมติของที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศ

คงต้องติดตามต่อไปว่าผลจะเป็นไร ในปีหน้าเด็กมหาวิทยาลัยเราจะ "ปิด-เปิดภาคเรียนตามระบบอาเซียน" หรือเราจะ "ปิด-เปิดภาคเรียนตามระบบวิถีไทย" บรรดานักเรียน อาจารย์ และผู้ปกครองคงต้องลุ้นกันตัวโก่งสำหรับงานนี้ค่ะ

________________________________________
หากใครมีบล๊อกที่ blogspot สามารถแอดกันมาได้ที่นี่ค่ะ
https://aorangel.blogspot.com/
***รับดูแลเพจแอดมิน ทางด้าน marketing content
เขียนบทความพร้อมภาพประกอบ email: aorpaka@gmail.com***

วันเสาร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2559

กระแสกับความเป็นจริง


          จากข่าวคราวร้อนๆ ในเดือนที่อากาศร้อนจัดของทางจังหวัดน่าน จนกลายเป็นกระแสให้ศิลปินดังหลายคน ต่างพร้อมเข้าร่วมกับผู้ว่า เพื่อปลูกป่าในพื้นที่กว่า 5 แสนไร่

          ไม่ว่าจุดชนวนต้นเหตุจะมาจากอะไร จากนักเลงคีย์บอร์ด จากกระแสโลกร้อน จากกระแสวันคุ้มครองโลกที่ผ่านมาเมื่อวานนี้ แต่หากถามว่าเป็นไอเดียที่ดีหรือไม่ ตอบได้โดยไม่ต้องคิดเลยว่าดีมาก

          เพียงแต่อยากให้คิดใคร่ครวญความเป็นจริงดูสักนิด ก่อนที่จะลงมือทำว่า หากต้องมาปลูกป่าตอนนี้ จะมีน้ำให้รดเพื่อเลี้ยงดูต้นกล้ากันหรือไม่

          สภาพอากาศแห้งแล้งในหน้าร้อนเช่นนี้ ไม่ต้องหวังพึ่งน้ำฝน แล้วจะพึ่งพาน้ำจากกรมชลประทานหรือ แค่ทำสวนทำนาทำไร่ ยังมีน้ำไปเลี้ยงไม่เพียงพอกันเลย

          เพราะการปลูกป่ามิใช่การจัดอีเวนท์ เกร๋ ๆ ที่ให้คนมาแห่มาร่วมทำกิจกรรม มาร่วมถ่ายรูป แชะ แล้วแชร์ แล้วก็เดินจากกันไป การปลูกต้นไม้ต้องการน้ำเพื่อการเติบใหญ่ของต้นกล้าต้นน้อยๆ

          ลองใคร่ครวญ คิดทบทวน และประสานงานกับผู้มีประสบการณ์ในการปลูกป่าจริงๆ ว่าควรทำเช่นไรจึงจะได้ผล เพื่อแนวคิดและกระแสที่ดีเช่นนี้ได้อยู่รอด และกลายเป็นป่าขึ้นมาจริงๆ ดังที่ตั้งใจกันไว้

          จะว่าไปเรื่องนี้ก็ไม่ต่างกับข่าวเรื่องภาพวาดแนวสตรีทอาร์ทที่ภูเก็ต โดยเป็นแนวความคิดที่ดี แต่เกิดขึ้นจากคนในวงเล็กๆ ที่คิด อนุมัติ และจัดจ้างให้ศิลปินวาดภาพในทันที

          โดยยังไม่ได้ประชาสัมพันธ์ หรือสอบถามความคิดเห็น ให้คนในท้องถิ่นทราบ ถึงจุดประสงค์ในการทำ และต้องการจะสื่อสารอะไรออกไป เพื่อทำความเข้าใจในวงกว้าง ก่อนที่จะลงมือทำจริง

           คนที่มาพบเห็นก็แห่กันไปถ่ายรูป แชะ แล้ว แชร์ โดยไม่รู้ที่มาที่ไป จนกลายเป็นกระแสดังในโลกออนไลน์ ทำให้วัยรุ่นอยากไปถ่ายรูปที่นั่นกัน เพื่อความชิคตามไลฟ์สไตล์ของโซเชียลเนตเวิร์ค

          แต่ผลที่ได้รับกลับไม่เป็นที่พอใจของคนท้องถิ่น ที่ดูว่าขัดต่อวิถีวัฒนธรรมท้องถิ่น เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ควรสอบถามความคิดเห็น และประสานงานกับหลายๆ ฝ่ายเสียก่อนว่าควรหรือไม่

          ท้ายที่สุดก็ถูกสั่งให้ลบภาพทิ้ง เปลืองงบประมาณแม้จะเป็นงบของเอกชนก็ตาม และที่สำคัญเสียความรู้สึกไปตามๆ กันกับเรื่องที่เกิดขึ้น ในแบบที่ไม่น่าเกิดขึ้นเลย

______________________________________
หากใครมีบล๊อกที่ blogspot สามารถแอดกันมาได้ที่นี่ค่ะ
https://aorangel.blogspot.com/
***รับดูแลเพจแอดมิน ทางด้าน marketing content
เขียนบทความพร้อมภาพประกอบ email: aorpaka@gmail.com***

วันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2559

เศรษฐีอาหรับหนีร้อน ตระเวนขับรถหรูซิ่งลอนดอน



ข่าวที่่ฮอตที่สุดในตอนนี้ที่ชาวลอนดอนเนอร์ทุกคนต้องยกให้เป็น talk of the town คงจะเป็นเรื่องอื่นไปไม่ได้ นอกจากข่าวที่บรรดาอภิอัครมหาเศรษฐีอาหรับต่างยกขบวนพารถหรูประจำฐานันดรของแต่ละท่านๆ มาตระเวนขับไปทั่วท้องถนนในลอนดอนอยู่ ณ ขณะนี้

สิ่งที่บ่งบอกได้ดีว่ารถสปอร์ตหรูคันนั้นเป็นของเหล่าบรรดาเศรษฐีอาหรับหรือไม่นั้น ดูง่ายมากโดยให้สังเกตจากสีของรถสปอร์ต เพราะนอกจากความเป็นแค่รถสปอร์ตธรรมดาๆ มันยังไม่สามารถตอบโจทย์และเติมเต็มถึงคำว่า "อภิอัครมหาเศรษฐี"

ซึ่งนั่นก็เลยทำให้เหล่าบรรดาเศรษฐีอาหรับ  นิยมสั่งเคลือบรถสปอร์ตทั้งคันด้วยสีทองเมทัลลิคแบบพิเศษ เลือกเฉดสีทองที่สุกสกาวและเนื้อเมทัลลิคที่ดูแล้วคล้ายทองคำแท้ ที่เวลาขับรถตามท้องถนน แล้วต้องแสงแดด สีทองนี้ยิ่งส่องประกายฉายแววแห่งความมั่งคั่ง และร่ำรวย ทำให้ถูกจริตเป็นยิ่งนัก

ตามข่าวแจ้งว่าเหล่าบรรดาเศรษฐีอาหรับ เริ่มนิยมที่จะใช้วิธีหนีร้อนจากเมืองตะวันออกกลาง มาพักผ่อนที่ลอนดอน โดยพารถหรูสีทองเหล่านี้มาโชว์ด้วยราว 2 - 3 ปีมาแล้ว และบรรดาท่านๆก็ขับรถตระเวนไปทั่วย่านธุรกิจใจกลางสำคัญของเมือง โดยไม่สนใจกฎกติกามารยาท

และก็รวมไปถึงกฎจราจรของประเทศอังกฤษเองด้วย โดยยอดรวมของมูลค่าใบสั่งและค่าปรับ รวมๆ กันแล้วเกือบ 200 ล้านบาท โดยที่บางคนก็ยินดีที่จะจ่ายค่าปรับ ในขณะที่อีกหลายๆคนก็ไม่สนใจ สะบัดก้นหนีกลับประเทศหลังจบทริปพักร้อนที่อังกฤษ

ซึ่งผู้คนในลอนดอนต่างออกปากบ่นถึงความไร้ระเบียบในการขับรถ จอดรถในที่ห้ามจอด จอดรถที่หน้าโรงแรมและร้านช้อปปิ้งหรูๆแม้ว่าจะเป็นเขตห้ามจอดก็ตามที ขับรถเร็วเพื่อโชว์ศักยภาพของรถสปอร์ตสุดหรู และเสียงของรถที่ดังสนั่นสนานไปทั่วทุกที่ ที่เหล่าบรรดาเศรษฐีอาหรับไปช้อปปิ้งและดื่มกินกัน

แต่แม้ว่าจะมีคนส่วนใหญ่ที่ไม่เห็นด้วยกับการมาของบรรดาเศรษฐีอาหรับในครั้งนี้ แต่ก็มีคนกลุ่มหนึ่งที่ชื่นชอบและคลั่งไคล้ในรถสปอร์ตสุดหรูที่หาดูชมได้ยากต่างเคลื่อนขบวนมาให้ได้ยลโฉมให้ชมแบบตัวเป็นๆ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาเหล่าตากล้องที่ต่างต้องยกกล้องมาถ่ายเจ้ารถสปอร์ตหรูเริ่ดเช่นนี้

อ่านข่าวนี้จบแล้วให้ความรู้สึกละม้ายคล้ายกับข่าว เรื่องขบวนรถบ้านจีนทะลักเข้าเชียงใหม่ ที่ขับรถโดยไม่สนใจกับกฎกติกามารยาทรวมถึงกฎการจราจรบ้านเรา ผสมโรงกับข่าวเศรษฐีขับรถชนแล้วหนี โดยไม่ต้องรับผิดชอบแต่อย่างใดเพราะความที่เป็นคนมีเงิน (เอิ่มมม...คุ้นๆแฮะ)

linkภาพและข่าวจาก: http://www.telegraph.co.uk/news/2016/03/29/saudi-tourist-brings-four-gold-cars-worth-more-than-1m-to-london/


______________________________________
หากใครมีบล๊อกที่ blogspot สามารถแอดกันมาได้ที่นี่ค่ะ
https://aorangel.blogspot.com/
***รับดูแลเพจแอดมิน ทางด้าน marketing content
เขียนบทความพร้อมภาพประกอบ email: aorpaka@gmail.com***

วันจันทร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2559

ศึกสามก๊ก ณ สังเวียนมือถือ



***ไม่ควรให้ เครือเอไอเอส นำคลื่นความถี่ย่าน 900 MHz ไปหารายได้ โดยไม่ต้องจ่ายค่าใช้คลื่น 900 MHz เอไอเอสควรจะต้องมีภาระค่าใช้คลื่นตามสัดส่วนของราคาค่าประมูลคลื่นเช่นกัน ไม่เช่นนั้นแล้วจะเกิดความเป็นธรรมในการแข่งขันให้บริการได้อย่างไร เท่ากับว่าการประมูลในประเทศนี้ การแพ้หรือชนะการประมูลไม่มีความหมาย เพราะผู้แพ้การประมูลก็สามารถใช้คลื่นได้ในต้นทุนที่ต่ำกว่าผู้ชนะการประมูล ได้ สำคัญกันที่ว่าใครจะมีอุบายหรือลูกเล่นกันอย่างไร เช่นนี้จะเป็นการสร้างความไม่มั่นใจแก่นัก ลงทุนต่างประเทศ และจะเป็นการชี้นำให้ผู้เข้าประมูลอื่นๆ หาช่องทางที่จะใช้อุบายหาทางเอาเปรียบในเชิงการแข่งขันกันต่อไปในอนาคต***

นี่คือไฮไลท์ของเนื้อหาในหลายๆข้อที่ทางทรูทำหนังสือร้องเรียนเอไอเอสไปยังกสทช
จะว่าไปก็เห็นด้วยตามข้อกล่าวหาและเข้าข้างทรูในงานนี้ (แต่มีข้อแม้ว่าทรูจะไม่เบี้ยวหนี้เหมือนแจ๊สนะ ไม่งั้นมีฮา) การแพ้หรือชนะในการประมูลบ้านเรา เปรียบเสมือนการเล่นปาหี่ไปแล้วหรืออย่างไร
กสทชปล่อยให้แจ๊สมาปั่นราคาเรียกกระแสเล่นๆแล้วจากไป ทำตัวประหนึ่งขับรถชนคนแล้วหนี พอถึงวันครบกำหนดจ่ายเงินกสทชติดต่อไป ก็กลับกลายเป็นสัญญาณมือถือที่อยู่ในเดดโซน "หมายเลขที่ท่านเรียกในขณะนี้ไม่สามารถติดต่อได้"เล่นเอากสทชยังคงมึนๆงงๆ ว่าจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไรดี

ส่วนเอไอเอสที่ถือครองคลื่นความถี่ 900 MHz ซึ่งจะหมดอายุตามสัญญาสัมปทานกับทีโอทีในวันที่ 30 กันยายนนี้ มีผลทำให้เอไอเอสต้องสิ้นสุดการให้บริการเครือข่ายตามวันดังกล่าว
ผู้ใช้บริการจะมีเวลาย้ายออกจาก AIS 2G ไปเครือข่ายอื่นหรืออัพเกรดเป็น AIS 3G 2100 ในระยะเวลา 30 วันนับจากวันที่สิ้นสุดการให้บริการ ก่อนที่คลื่น 900 MHz จะถูกส่งกลับ กสทช. เพื่อนำไปประมูลใหม่ในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งทางทรูกับแจ๊สประมูลได้คลื่นไปครอง

ส่วนทางทีโอทีเองก็กลับลำออกมาประกาศ โดยระบุว่าลูกค้า AIS 2G จะยังคงสามารถใช้งานได้ตามปกติตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมเป็นต้นไป โดยที่ผู้ใช้บริการไม่ต้องดำเนินการอะไรทั้งสิ้นครับ ซึ่งแน่นอนว่าเอไอเอสก็ทำตัวเนียนๆยังคงใช้คลื่นความถี่ 900 กันต่อไป

นับวันคำว่า"จริยธรรม"และ"ความยุติธรรม"ในบ้านเราจะกลายเป็นคำที่หมดอายุและเป็นคำที่คนใช้กลายเป็นคนหลงยุคไปทุกที

ขณะที่"ความเก่ง"กับ"ความเอาเปรียบผู้อื่นเพียงเพื่อให้ตัวเองนั้นรอด" กลายเป็นเส้นบางๆที่ผู้คนในสังคมต่างพร้อมจะขยิบตาให้เพื่อจะได้มองไม่เห็น เส้นบางๆเส้นนีมือถือ

ประชาชนตาดำๆตัวเล็กๆที่เป็นหนึ่งในผู้บริโภค ก็ได้แต่ติดตามตอนต่อไป ว่าศึกสามก๊ก ณ สังเวียนมือถือ จะดำเนินต่อไปอย่างไร และจะมีจุดจบเยี่ยงไร

______________________________________
หากใครมีบล๊อกที่ blogspot สามารถแอดกันมาได้ที่นี่ค่ะ
https://aorangel.blogspot.com/
***รับดูแลเพจแอดมิน ทางด้าน marketing content
เขียนบทความพร้อมภาพประกอบ email: aorpaka@gmail.com***