แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไอเดียดีดี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไอเดียดีดี แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

5 คำถามยอดนิยมเวลาไปสมัครงาน



หลังจากได้หยุดยาวกันถ้วนหน้า ได้ชาร์ตแบตเติมพลังงานชีวิตทั้งทางร่ายกายและจิตใจกันอย่างเต็มที่แล้ว ผู้เขียนก็พอจะมีเวลาว่างมาอัพบล็อกเขียนเรื่องราวที่เป็นสาระประโยชน์ตรงนี้ให้ได้อ่านกัน พอดีว่าช่วงนี้เห็นข่าวเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยจะดี ทำให้พนักงานโดนลอยแพกันหลายที่

รวมถึงเพื่อนๆ ที่อาจต้องตกงานกันในเร็วๆนี้ แล้วกำลังมองหาที่ทำงานใหม่อยู่ เลยอยากขอนำเสนอ 5 คำถามยอดนิยมเวลาไปสมัครงาน เพื่อเป็นกันแบ่งปันประสบการณ์ และเป็นการเล่าสู่กันฟังให้กับคนที่อาจร้างราวงการนี้มานาน แต่ด้วยเหตุผลบางประการทำให้ต้องกลับมาสู่สนามนี้กันอีกครา จะได้เตรียมตัวและทำความคุ้นชินกันแต่เนิ่นๆ  มาเริ่มกันเลยค่ะ

1. ความเป็นมาของคุณ

จำไว้ว่าเวลาที่เพื่อนๆ ไปสัมภาษณ์หรือไปสมัครงาน ต้องพยายามทำตัวให้แลดูเป็นมืออาชีพเข้าไว้ มิใช่ไปออกรายการตีสิบ เล่าถึงชีวประวัติความเป็นมาตั้งแต่จำความได้ (เพื่อ?) ไม่ต้องเยิ่นเย้อ ดราม่าก็ไม่เอา ไม่ใช่รายการประกวด The Star (อุ๊บสสส) ควรบอกผู้สัมภาษณ์ไปเฉพาะเรื่อง ประวัติการศึกษา ประวัติการทำงาน แบบสรุปย่อที่สุด ท่องคำนี้ไว้ให้ดี "สั้น-กระชับ-ได้ใจความ" หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Sharp and Short!

2. เหตุผลในการอยากเปลี่ยนงาน

อันนี้จำไว้เลยว่าก่อนตอบหรือพอโดนยิงคำถามนี้มา ไตเติ้ลละครในดวงใจต้องขึ้นอินโทรในหัวมาทันที ต้องแอ๊บโลกสวย...ตอบเป็นพระเอก/นางเอกกันนิสนึง หรือจะเป็นทั้งพระเอกและนางเอกพร้อมในคนเดียวกันก็ไม่ผิดแต่อย่างใดค่ะงานนี้ ยิ่งหากตอบได้หล่อและสวยมากเท่าไหร่ จะยิ่งได้คะแนนมากยิ่งขึ้นกับตัวผู้สัมภาษณ์ ดังนั้นเวลาดูหนังดูละคร ก็อย่าลืมจำบทพูดที่พระเอกนางเอกชอบพูดกัน ไว้เป็นประโยชน์กับตัวเองกันด้วย ช่วยได้แน่นอน จัดไปค่ะ

3. เหตุผลที่เลือกมาสมัครงานกับเรา

อันนี้ขอแนะนำเลยว่า ก่อนจะไปสมัครงานทีบริษัทไหน ควรค้นคว้าหาข้อมูลในกูเกิ้ลก่อนไปสัมภาษณ์กันสักนิด เพื่อให้ผู้สัมภาษณ์รู้สึกว่าเรามีความตั้งใจในการไปสมัครงานกับบริษัทนั้น ๆ มีการทำการบ้าน มีการเตรียมตัวไปก่อน เล่าถึงประวัติความเป็นมาของบริษัทหรือธนาคาร ว่าตั้งขึ้นเมื่อใด บริษัทหรือธนาคารมีไปร่วมทุนกับที่อื่นหรือไม่อย่างไร แล้วอันดับของบริษัทหรือธนาคารนั้นๆจัดเป็นอันดับที่เท่าไหร่ในปัจจุบัน หากเล่าได้ดังที่กล่าวมา รับรองว่าเรตติ้งพุ่งปรี๊ดดดอย่างแน่นอน มิใช่ว่าไปเพราะโดนโทรศัพท์มาเรียกตัวไปสัมภาษณ์จาก Head Hunter โดยไม่ได้เตรียมตัวมาก่อนเลย  รับรองได้ว่าเรตติ้งตก หรือคะแนนสัมภาษณ์ต่ำอย่างแน่นอนสำหรับข้อนี้ค่ะ

4. จุดดีจุดด้อย

อันนี้คงต้องใช้จินตนาการผสมประสบการณ์ส่วนตัวกันสักนิด โดยอาจลิสต์มาดูว่าเรามีจุดด้อยอย่างไรกันบ้างสักห้าข้อ แล้วเลือกข้อที่ดูน้ำหนักไม่แรงจนเกินไปนัก ไม่ก่อให้เกิดอคติกับผู้ฟัง หรือผู้สัมภาษณ์ โดยอาจวัดน้ำหนักจากลิสต์ที่ได้เขียนเอาไว้ที่ดูน้ำหนักจัดว่าหนักและเบาน้อยที่สุด แล้วเลือกหยิบยกสักสองข้อมาพูดพอ ส่วนข้อดีคงไม่ต้องให้บอกกันนะคะ จัดไปค่ะ แต่เลือกเอาข้อที่เด็ดสุด สักสองสามข้อก็พอ ไม่ต้องเยอะค่ะ ท่องไว้ว่า Sharp and Short!

5. สามารถทำงานกลับค่ำหรือเข้ามาในวันเสาร์อาทิตย์ได้หรือไม่

เป็นที่เข้าใจกันดีว่า ชีวิตการทำงานในสมัยนี้หนักและเหนื่อยกันแค่ไหน การทำงานกลับค่ำ หรือต้องเข้ามาเคลียรงานช่วงเสาร์อาทิตย์ ถือเป็นเรื่องปกติในซีซันเร่งด่วนหรือบ่อยครั้ง (ดร่าม่าแปร๊ปปป) ดังนั้นขึ้นอยู่กับคุณว่า สามารถรับได้แค่ไหน มีปัจจัยด้านครอบครัวที่เป็นข้อจำกัดตรงนี้หรือไม่ ต้องลองไตร่ตรองให้ดีว่า ทำได้บ้างบางโอกาส หรือไม่สามารถทำได้เลย จะได้พูดหรือตอบผู้สัมภาษณ์ให้เข้าใจตรงกัน มิใช่รับปากไปแล้วแต่ไม่สามารถทำได้จริงก็จะลำบากใจและอาจเป็นปัญหาใหญ่ในภายหลังได้


ที่เขียนมาทั้งหมดนี้หวังว่าจะเป็นประโยชน์ได้บ้างไม่มากก็น้อย อาจไม่ได้เขียนลงรายละเอียดเพราะเขียนให้เพื่อนๆ ที่เข้าใจดีว่าทุกคนคงมีประสบการณ์ตรงนี้กันมาพอควรแล้ว แค่อยากจะเขียนสิ่งที่เป็นไฮไลท์เด่นๆ เพื่อรีเฟรซและรื้อฟื้นความทรงจำกันอีกครา ขอให้โชคดีค่ะทุกคน สู้ๆ และเป็นกำลังใจให้ค่ะ

วันพุธที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

จะออมเงินอย่างไรให้ได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า


หลังจากห่างหายการเขียนบล็อกพักใหญ่ๆ วันนี้พอส่งงานเขียนบทความเสร็จแล้ว เลยขอนำเสนอเรื่องราวว่าด้วยเรื่องเงินๆทองๆ ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไปทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากของประเทศไทยในปัจจุบันต่ำเตี้ยติดดินเสียนี่กระไร จึงทำให้ใครหลายๆ คนต่างต้องศึกษาหาข้อมูลเพื่อแสวงหาผลตอบแทนสูงสุดของเงินออมของรักของหวงของเรา ที่อุตส่าห์เก็บอดออมกันมา ไม่ว่าจะหย่อนกระปุก เก็บแบงค์ 20 เก็บแบงค์ 50 ตามวิธีฮิตที่คนชอบใช้เป็นเทคนิคในการออมก็สุดแล้วแต่จะว่ากันไป

มีงานที่เคยรับเขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ เลยอยากนำเอาข้อมูลที่ได้ไปค้นคว้า นำมารีไรท์ใหม่เพื่อเขียนลงบล็อกในวันนี้ แบ่งปันข้อมูลว่าปัจจุบันนี้มีช่องทางไหนที่น่าสนใจ เพื่อแสวงหาผลตอบแทนสูงสุดของเงินออมกันค่ะ

บัญชีเงินฝากออมทรัพย์

แน่นอนว่าใครหลายคนต่างต้องนึกถึงบัญชีเงินฝากออมทรัพย์เป็นอันดับแรกของรูปแบบการออมทรัพย์ ที่มีกันมาช้านาน นึกถึงสมัยเด็กๆ ที่นำเอาเงินหยอดกระปุกมาฝากเข้าบัญชีธนาคารออมสิน เป็นแคมเปญในการรณรงค์เรื่องการออมเงินตั้งแต่วัยเด็ก ซึ่งเป็นตัวอย่างที่คลาสสิกและดีมาก แต่ปัจจุบันนี้รูปแบบบัญชีเงินฝากออมทรัพย์เอง ก็มีรูปแบบที่หลากหลายมาขึ้น เพื่อปรับตัวให้สอดรับกับไลฟ์สไตล์ของแต่ละบุคคลมากยิ่งขึ้น มาดูกันว่ามีอะไรกันบ้าง

1. เงินฝากประจำ

บัญชีนี้คงไม่ต้องอธิบายอะไรให้มากความ เพราะทุกคนคงเข้าใจกันดีว่า มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน จะ 3 เดือน หรือ 6 เดือน ก็ว่ากันไป อัตราดอกเบี้ยของประเภทนี้จะสูงกว่าออมทรัพย์ปกติ แต่จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15 % และหากถอนเงินก่อนกำหนด ก็จะเสียสิทธิในการรับดอกเบี้ยตามเงื่อนไขของธนาคาร

2. เงินฝากออมทรัพย์

บัญชีนี้เชื่อว่าทุกคนต่างต้องมีเปิดใช้กันอยู่แล้ว เพราะมีความคล่องตัวสูง จะฝากเงิน หรือถอนเงิน เท่าไหร่ เมื่อไหร่ ยังไงก็ได้ โดยทำธุรกรรมผ่านหน้าเคาน์เตอร์ของธนาคาร ผ่านตู้เอทีเอ็ม หรือจะผ่าน e-banking ก็ยิ่งสะดวกใหญ่ อันนี้แล้วแต่พฤติกรรมหรือไลฟ์สไตล์ส่วนบุคคล

3. เงินฝากปลอดภาษี

บัญชีนี้หลายคนคงเริ่มคุ้นชินกันมากขึ้นแล้ว เพราะเป็นโครงการพิเศษสำหรับการออมเงินได้เป็นอย่างดี เพราะจะเป็นการบีบบังคับตนเองให้ต้องกันเงินส่วนหนึ่งมาเข้าบัญชีนี้ทุกๆเดือนตลอดระยะเวลาของโครงการ ไม่ว่าจะเป็น 24 เดือน หรือ 36 เดือน จะได้รับดอกเบี้ยเมื่อครบกำหนดระยะเวลาในอัตราที่สูงกว่าแบบปกติ และยังได้รับสิทธิของการยกเว้นภาษีอีก้ดวย แต่มีเงื่อนไขว่าต้องไม่เกิน 600,000 บาทตลอดทั้งโครงการ และเปิดบัญชีได้ 1ชื่อ ต่อ 1 บัญชีเท่านั้น

4. เงินฝากแบบขั้นบันได

บัญชีนี้ระยะหลังแต่ละธนาคารชอบนำมาเป็นจุดขายและนำมาโฆษณาให้เห็นกันบ่อยๆ ซึ่งผู้ที่จะฝากเงินประเภทนี้ต้องศึกษาข้อมูลให้ละเอียด เพราะอัตราดอกเบี้ยที่เห็นจะขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่กำหนดเป็นช่วง ๆ เช่น 1 - 3 เดือน ===> 1% ต่อปี, 4 - 6 เดือน ===> 2.5% ต่อปี, 7 - 9 เดือน ===> 3% ต่อปี โดยดอกเบี้ยที่จะได้รับในแต่ละขั้นนั้น ทางธนาคารจะโอนจำนวนเงินของดอกเบี้ยที่ได้รับเข้าบัญชีออมทรัพย์ที่ได้ทำการผูกไว้กับบัญชีนี้ตั้งแต่ตอนที่เปิดบัญชีครั้งแรก ตามกำหนดระยะเวลาที่ครบกำหนด ดังนั้นดอกเบี้ยจะไม่ทบต้น

เปรียบเทียบดอกเบี้ยเงินฝากของแต่ละธนาคาร

บัญชีเงินฝากไม่ประจำ ME by TMB

อันนี้ต้องเรียกว่าเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินในรูปแบบใหม่ ที่ธนาคารทหารไทยเป็นต้นแบบนวัตกรรมของเทรนด์การเปลี่ยนแปลง ไม่จำเจ ไม่ยึดติด กับรูปแบบของธนาคารพาณิชย์แบบเดิมๆ อีกต่อไป จนทำให้บัญชีประเภทนี้ได้รับความนิยมค่อนข้างดีเลยทีเดียว เนื่องด้วยไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ที่ชอบใช้อินเตอร์เน็ตในชีวิตประจำวันกันอยู่แล้ว สามารถไปเปิดบัญชีครั้งแรกที่สาขาเพียงครั้งเดียว หลังจากนั้นก็สามารถทำธุรกรรมทางการเงินแบบออนไลน์กันได้เลย แถมไม่มีเงื่อนไขของระยะเวลาฝากเงิน หรือข้อกำหนดขั้นต่ำของเงินฝาก แถมยังมีโอกาสได้รับดอกเบี้ยที่สูงขึ้นตามอัตราดอกเบี้ยแบบขั้นบันได (ตามเงื่อนไขและข้อกำหนดของธนาคาร) หากใครสนใจสามารถคลิกดูรายละเอียดของบัญชีนี้ได้

ME by TMB

สลากออมทรัพย์

รูปแบบนี้จะเหมาะมากกับคนที่ชื่นชอบในเรื่องการเสี่ยงโชค เพราะนอกจากจะได้รับดอกเบี้ยในรูปแบบของเงินฝากแล้ว ยังจะมีโอกาสได้รับเงินหรือของรางวัลในแต่ละงวดตามเงื่อนไขและข้อกำหนดของแต่ละธนาคาร ซึ่งส่วนใหญ่กำหนดระยะเวลาของสลากออมทรัพย์จะอยู่ประมาณ 3 - 5 ปี ข้อดีของสลากออมทรัพย์นี้มีหลายอย่าง เพราะนอกจากจะได้รับการยกเว้นภาษีแล้ว ยังสามารถนำไปใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันได้ด้วย โดยสลากออมทรัพย์ยอดฮิตก็มีเพียงสองแห่งเท่านั้นที่มี ได้แก่ ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือที่เรียกสั้นๆว่า ธกส.

สลากออมสิน

สลากธกส.

พันธบัตรรัฐบาล

อันที่จริงแล้วผลิตภัณฑ์ทางการเงินประเภทนี้ไม่ถือว่าเป็นรูปแบบการออมทรัพย์ แต่ถือว่าเป็นการลงทุนแต่หลายคนก็คงเริ่มคุ้นเคยกันบ้างแล้ว ดังจะเห็นได้จากการโฆษณาของธนาคารต่างๆ ที่เป็นช่องทางในการซื้อพันธบัตรของรัฐบาล เพราะพันธบัตรประเภทนี้มีความมั่งคงสูง และมีความเสี่ยงต่ำ ในขณะเดียวกันก็ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าการฝากเงินในบัญชีออมทรัพย์ โดยจะได้รับเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยตามอัตราที่กำหนดเมื่อครบระยะเวลา ซึ่งโดยส่วนใหญ่ประมาณ 5 ปีขึ้นไป

กองทุนรวมตลาดเงิน

อันนี้อาจไม่คุ้นสำหรับคนที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในการซื้อกองทุนมาก่อน แต่อย่างที่เกริ่นไปข้างต้นแล้วว่า ด้วยอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ไม่เร้าใจเราอีกต่อไป ทำให้ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ชาญฉลาด ต่างต้องแสวงหาสิ่งที่เร้าใจใหม่กว่า ซึ่งกองทุนรวมเป็นคำตอบที่ดี ตัวเลือกที่ใช่ สำหรับคนที่มีเงินออม แล้วไม่ได้ใช้ทำอะไรภายในหนึ่งปี สามารถนำเงินก้อนนั้นแบ่งมาลงทุนกับกองทุนรวมตลาดเงิน โดยการซื้อขายของกองทุนประเภทนี้มีความคล่องตัวสูง ไม่ต่างจากบัญชีออมทรัพย์ สามารถเปิดบัญชี และทำการซื้อขายได้ทุกวันทำการของธนาคาร โดยจะได้รับเงินหลังจากวันขายประมาณ 1 - 2 วัน และไม่เสียภาษีเหมือนเงินฝากประจำด้วย

อัตราผลตอบแทนย้อนหลัง1ปีของกองทุนรวมตลาดเงิน

กองทุนรวมตราสารหนี้ 

สำหรับกองนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีประสบการณ์ในการซื้อกองทุนรวมตลาดเงินมาแล้ว เริ่มเข้าใจคอนเซปท์ วัตถุประสงค์ และรู้จักวิธีการบริหารเงิน ยอมรับความเสี่ยงได้มากขึ้น เพื่อแสวงหาโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้นเช่นกัน เพราะความเสี่ยงของตลาดตราสารหนี้อาจจะสูงกว่าเมื่อเทียบกับตลาดเงิน แต่อัตราผลตอบแทนของตลาดตราสารหนี้ก็จะอยู่ในระดับที่สูงกว่าตลาดเงินเช่นกัน โดยได้รับการยกเว้นภาษีเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ทั้งนั้นระยะเวลาในการลงทุนของตลาดตราสารหนี้เหมาะที่จะใช้เวลามากกว่า 1 ปีขึ้นไป

อัตราผลตอบแทนย้อนหลัง1ปีของกองทุนรวมตราสารหนี้

จากข้อมูลที่นำเสนอไปทั้งหมด หวังว่าจะเป็นประโยชน์และเป็นแนวทางให้กันบ้างไม่มากก็น้อย ส่วนใครจะชื่นชอบรูปแบบใดมากกว่ากัน คงต้องขึ้นอยู่กับความต้องการใช้เงิน เงื่อนไขในการออม และไลฟ์สไตล์ส่วนตัว ว่ารูปแบบใดจะตอบโจทย์ให้กับท่านได้มากที่สุด

วันเสาร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยระหว่างทริป Fukuoka และข้อมูลดีๆ สำหรับคนอยากไปแบ็คแพ็คที่ญี่ปุ่น



เปิดดูเฟซบุ๊กเช้านี้ เห็นโพสต์เก่าเมื่อปีที่แล้วแจ้งเตือนขึ้นมา ว่าปีที่แล้วมีเหตุการณ์อะไร หรือเราโพสต์อะไรไว้บ้าง เลยเห็นว่าได้เคยเขียนเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยระหว่างทริปที่ไปเที่ยว Fukuoka เอาไว้ เลยอยากเอาเรื่องนี้มาแบ่งปันกันที่ตรงนี้ค่ะ
  1. ผู้หญิงญี่ปุ่นเดินส้นสูงเก่งมาก ไม่ว่าจะขึ้น ลงบันไดในสถานีรถไฟ หรือแม้กระทั่งปั่น จักรยาน ส้นเข็มสี่นิ้วก็เห็นมาแล้ว
  2. เด็กญี่ปุ่นเดินเก่ง เดินอึด แต่เล็กๆ เพราะหากเป็นเด็กวัยที่เข้าโรงเรียนแล้ว จะเดินกันตลอด โดยที่พ่อแม่จะไม่มีอุ้มให้เลยแม้แต่น้อย 
  3. คนญี่ปุ่นเป็นชาติที่รักษาความสะอาดได้ ยอดเยี่ยมมากๆ จะเข้าห้องลองชุดยังต้อง ถอดรองเท้า สวมถุงผ้าคลุมศรีษะ และก่อนปิดร้านค้าในห้าง มีการปัดกวาดเช็ดถูด้วย 
  4. วัฒนธรรมต่อคิวเพื่อเข้าร้านอาหารยอดฮิต ก็ไม่น้อยหน้าบ้านเรา แต่ละร้านคิวยาวมากๆ และบางร้านที่ฮิต ก็ใช่ว่าจะอร่อย ร้านธรรมดา บางร้านยังจะอร่อยมากกว่าเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นอย่ากลัวที่จะลองร้านที่ไม่ได้กล่าวถึงในเนต 
  5. โปรดระวังว่า pocket wifi ที่เช่าไปอาจใช้ ไม่ได้ โปรดหาตัวช่วยอื่นไว้เป็นอีกoptionด้วย 
  6. คนญี่ปุ่นรักษาระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัดหากนักท่องเที่ยวไปเที่ยว ควรเรียนรู้สิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำก่อนไป เพื่อไม่ถูกมองว่าเป็นนักท่องเที่ยวจีนแบบที่เราชอบบ่นกันค่ะ 
  7. อยากรู้ว่ากาญี่ปุ่นร้องยังไง ให้ดูอาราเร่ ร้องยังงั้นเป๊ะ!(นึกว่าร้องแบบนั้นแค่ในการ์ตูน) 
  8. ส่วนใหญ่คนไปที่นี่คาดหวังว่าจะได้ขึ้นรถไฟสายท่องเที่ยวขบวนพิเศษ แต่จะบอกว่า รถไฟขบวนธรรมดาบ้านเค้า ก็หรูและน่านั่ง กว่าบ้านเรามากแล้ว อีกอย่างได้เห็นวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของคนพื้นที่ระหว่างทางไปด้วย 
  9. หากจำเป็นต้องหาตัวช่วย ให้มองหาวัยรุ่นและวัยทำงานที่พอจะเข้าใจภาษาอังกฤษบางคำ หรือมิฉะนั้นเค้าก็ใช้แอพแปลภาษามาช่วย ในการสื้อสาร พอจะช่วยเราได้อยู่บ้าง 
  10. รถเมล์บ้านเค้าจะดับเครื่องกัน ทุกๆสี่แยก และจะรักษาความปลอดภัยมาก ห้ามเดินไป เดินมาระหว่างรถวิ่ง ต้องรอให้รถหยุดก่อนถึงลุกได้ 
  11. ก่อนจะนั่งรถเมล์หรือรถไฟ โปรดสังเกตว่า ไม่ได้เป็นที่นั่งสำรองให้เด็ก ผู้สูงอายุและ คนพิการ
  12. ก่อนขึ้นรถเมล์ โปรดเตรียมเหรียญให้พอดีกับค่าโดยสารที่จะปรากฎขึ้นบนหน้าจอให้เห็น แต่หากไม่พอ เค้ามีเครื่องแลกเหรียญให้ อยู่ด้านข้างคนขับ สะดวกมากๆ 
  13. เวลาขึ้นรถเมล์ อย่าลืม! หยิบตั๋วที่เครื่อง ออกตั๋วข้างๆประตูทางขึ้น รถเมล์ทุกครั้ง เป็นตัวบอกระยะสถานีที่เราขึ้นมาและ ค่าโดยสารของเรา ตอนลงก็หย่อนตั๋ว พร้อมค่าโดยสารลงในกล่องข้างๆ คนขับ 
  14. เวลาขึ้นsubway ดูสายรถไฟให้ดีว่าสายที่ เราไป ขบวนอะไร แล้วต้องเปลี่ยนสายหรือไม่ ที่สถานีไหน เปลี่ยนสายไม่เดินขึ้นก็เดินลง 
  15. สถานีชินคันเซ็น อยู่แยกกับสถานี subway และเวลาขึ้นชินคันเซ็น สังเกตุให้ดีว่า ขบวนที่จะไป รถขบวนอะไร แทรคไหน โบกี้ไหน เป็นแบบต้องจองหรือไม่ต้องจอง สูบบุหรี่ได้ หรือห้ามสูบบุหรี่ เช็คให้ดี! 
  16. ร้านค้าที่นี่จะปิดไว สามทุ่มนี่ปิดหมดแล้ว อย่าช้อปเพลิน เด๋วต้องออกจากห้างด้วยทาง พิเศษเวลาห้างปิด 
  17. วัฒนธรรมตู้หยอดเหรียญ ต้องใส่เหรียญ หรือแบงค์ไปก่อน ค่อยกดปุ่มเลือกสินค้า สินค้า จึงจะออกมา ส่วนตังค์ทอนต้องกดอีกปุ่มถึงออกมา 
  18. บานเลื่อนหน้าประตูบางร้านไม่ได้เป็นแบบ อัตโนมัติ ต้องใข้มือกดปุ่มก่อนถึงจะเปิดให้ (หน้าแตกไปเรียบร้อย T_T) 
  19. วิวัฒนาการของห้องน้ำญี่ปุ่นล้ำลึกมาก ยิ่งไปตามห้างยิ่งไฮเทค ซึ่งแต่ละที่ไม่เหมือน กันเลย อันนี้ต้องใช้กึ๋นส่วนตัวล้วนๆ สนุกดี ^^ (กลับมาใหม่ๆแทบจะใช้สายฉีดชำระไม่เป็น ;p)

แต่ขอเสริมนิดนึงว่าก่อนเดินทางควรหาโปรแกรมไปเที่ยว และวางแผนประจำวันไปเลยว่า วันนี้จะไปเที่ยวที่ไหน เดินทางเช่นไร ขึ้นรถไฟกี่ต่อ ขึ้นที่สถานีไหน ต้องซื้อตั๋วล่วงหน้าหรือไม่ เพราะบางขบวนก็ต้องซื้อล่วงหน้า โดยเฉพาะกับรถไฟขบวนท่องเที่ยวพิเศษ แต่หากไม่ซีเรียส ขึ้นรถไฟขบวนไหนก็ได้ ส่วนใหญ่ก็ไม่จำเป็นต้องซื้อล่วงหน้า 

ในการซื้อตั๋วล่วงหน้า ส่วนใหญ่ซื้อได้ที่ JR Rail Pass ที่เป็นสถานีใหญ่เท่านั้น ไม่ใช่ซื้อได้ทุกสถานี และเวลาหรือรอบเที่ยวที่ออกก็มีระบุไว้ใน Time Table ของตารางรถไฟ ซึ่งสามารถขอได้ที่สถานี

ส่วนในเรื่องแหล่งของข้อมูลที่นำเที่ยว ขอนำมารวบรวมลิงค์ไว้ ณ ที่ตรงนี้เผื่อเป็นประโยชน์กับมือใหม่ที่อยากลองแบ็คแพ็คญี่ปุ่นกันดู เที่ยวญี่ปุ่นไม่ยากอย่างที่คิด แต่สำหรับมือใหม่ขอแนะนำให้ไปเที่ยวเมืองท่องเที่ยวที่ไม่ใช่เมืองหลวงเสียก่อน เพราะจะง่ายและสะดวกต่อการเดินทางที่ประเทศญี่ปุ่น ทำความรู้จักและคุ้นชินกับการเดินทางเสียก่อน ซึ่งพอได้รับประสบการณ์แล้วหลังจากนั้นก็ลุยต่อได้เลยค่ะ : )

คลังข้อมูลเที่ยวญี่ปุ่น ณ พันทิป

The Best Guide Book

Trip Advisor

Lonely Planet 

เที่ยวญี่ปุ่นดอทคอม

ทริปท่องเที่ยวแนวครอบครัว 

เปรียบเทียบราคาสายการบิน

Jetstar Airline

Timetable Railway in Japan

ร้านค้ายอดฮิตที่ต้องรู้จักก่อนไปญี่ปุ่น

ข้อมูลดีๆก่อนเลือกซื้อตั๋วเครื่องบินและตั๋วรถไฟ

ไปญี่ปุ่นแต่งตัวยังไงสำหรับสาวๆโดยเฉพาะ

ทริปญี่ปุ่นสำหรับสาวมุ้งมิ้ง

ขนาดและน้ำหนักของกระเป๋าที่ถือขึ้นเครื่อง

Weather Forecasts

 ***มารยาทเล็กๆน้อยๆที่ควรรู้ก่อนไปเที่ยวญี่ปุ่น***

________________________________________
หากใครมีบล๊อกที่ blogspot สามารถแอดกันมาได้ที่นี่ค่ะ
https://aorangel.blogspot.com/
***รับดูแลเพจแอดมิน ทางด้าน Digital Content Marketing
เขียนบทความพร้อมภาพประกอบ email: aorpaka@gmail.com***
 

วันพุธที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

เทคนิคในการถ่ายเด็กแรกเกิดแบบล้ำๆไม่ซ้ำใคร



มาต่อกันเลยกับเทคนิคในการถ่ายภาพที่เขียนถึงเรื่องนี้มาสองวันแล้ว หากใครยังไม่ได้อ่าน สามารถกลับไปอ่านย้อนหลังกันได้นะคะ ส่วนวันนี้ขอนำเสนอไอเดียแบบเริ่ดๆ ทั้งสองแบบกับภาพเด็กแรกเกิด ไปดูกันค่ะว่ามีเทคนิคอย่างไรกันบ้าง

  • สำหรับใครที่กำลังเป็นคุณแม่ท้องโต หรือมีกำหนดใกล้คลอดในไม่กี่เดือนนี้ คุณแม่สามารถบันทึกภาพช่วงขณะที่ท้องกำลังโต โดยภาพถ่ายอาจเป็นภาพขณะกำลังนอนโดยถ่ายเน้นเฉพาะช่วงท้องเหมือนในภาพตัวอย่าง หรือจะเป็นในอิริยาบถอื่นๆ แทน เพื่อนำมาประกอบกับภาพหลังคลอด อาจจะเป็นช่วงที่ลดน้ำหนักจนได้ที่สักระยะ เพื่อความมั่นใจในการถ่ายภาพ โดยที่คุณแม่อุ้มลูกน้อยมาถ่ายภาพด้วย และควรเป็นภาพในมุมมองลักษณะเดียวกันกับภาพก่อนคลอด เพื่อเป็นการเล่าเรื่องด้วยภาพแบบ Before & After กับการเป็นคุณแม่ก่อนคลอดและหลังคลอดแล้ว จนมีเจ้าตัวน้อยลืมตาออกมาดูโลกกว้างใบนี้ และหากว่ามีตัวอักษรที่เป็นของเล่น หรือไวท์บอร์ดมาเขียนชื่อลูกน้อย เพื่อเป็นพร็อพประกอบฉากและยังเป็นการเพิ่มเรื่องราวเขียนชื่อลูกน้อยของคุณลงไปในรูปให้มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นได้อีกด้วยค่ะ 

        Credit : flashedbystarla.com


  • ส่วนอีกภาพเป็นไอเดียในการถ่ายภาพเด็กแรกเกิดที่สุดแสนจะครีเอทมากๆ พร้อมบอกรายละเอียดของคุณลูกได้ด้วยภาพเพียงใบเดียวในแบบเกร๋ๆ แถมยังสามารถพิมพ์ภาพแจกเป็นที่ระลึกสำหรับเพื่อนๆญาติๆที่มาเยี่ยมกันได้ อีกด้วยนะคะ โดยสามารถหาสิ่งของใกล้ตัวที่บ้านคุณนำมาประกอบการเล่าเรื่องในภาพถ่าย ไม่ว่าจะเป็น ชื่อเจ้าตัวน้อย เพศ วันเดือนปีเกิด น้ำหนัก ส่วนสูง และยังสามารถครีเอทสไตล์ตามความชื่นชอบของคุณพ่อคุณแม่ลงไปได้อีกด้วย ไม่ว่าจะสายฮิปสเตอร์ สายหวานเจี๊ยบ สายหวานซ่อนเปรี้ยว หรือสายหล่อล้ำทันสมัย ก็จัดไปตามใจชอบ

        Credit: alphabetmonkey.com.au


หวังว่าเทคนิคเล็กๆน้อยๆที่ได้รวบรวมนำมาฝากกันตรงนี้ จะเป็นประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย ลองไปทำตามกันดูนะคะ และขอแสดงความยินดีล่วงหน้ากับว่าที่คุณพ่อคุณแม่ด้วยคร่าาา ^^

________________________________________
หากใครมีบล๊อกที่ blogspot สามารถแอดกันมาได้ที่นี่ค่ะ
https://aorangel.blogspot.com/
***รับดูแลเพจแอดมิน ทางด้าน Digital Content Marketing
เขียนบทความพร้อมภาพประกอบ email: aorpaka@gmail.com***

วันอังคารที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

5 เทคนิคในการถ่ายรูปครอบครัวแบบกิ๊บเก๋



หลังจากเมื่อวานแนะนำเทคนิคในการถ่ายภาพเด็กกันแล้ว วันนี้ขอนำเสนอไอเดียในการถ่ายรูปครอบครัว ไม่ว่าจะอยู่ที่บ้าน หรือมีทริปไปเที่ยวต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ ก็สามารถนำไอเดียต่างๆเหล่านี้ไปใช้กันได้ค่ะ

  1. ถ่ายรูปมือประสานทั้งครอบครัว  

    ไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อ คุณแม่ และลูกน้อย โดยโฟกัสเฉพาะมือ โพกัสเฉพาะหน้า หรือจะกอดซ้อนกัน โดยซ้อนต่อกันเป็นชั้นๆ เพื่อสื่อถึงสายใยความรักความผูกพันระหว่างครอบครัว 
  2. นำภาพในแต่ละช่วงอายุมารวมเป็นภาพเดียว 

    ผ่านกรอบรูปในแต่ละเฟรม เพื่อบอกเล่าถึงความเป็นตัวตนของคนคนนั้นในแบบที่กิ๊บเก๋มาก
  3. ถ่ายภาพเงาสะท้อนครอบครัว 

    โดยอาจมีอุปกรณ์เสริม เช่น รองเท้า แว่นตา หรือ หมวก เพื่อบ่งบอกตัวตนของแต่ละคนผ่านเงาสะท้อนในน้ำ หรือเงาของแสงแดด ณ ริมชายหาด
  4. ถ่ายเฉพาะส่วนแล้วนำมาต่อกันในภาพเดียวกัน 

    เช่น ถ่ายช่วงหน้า ถ่ายช่วงมือ ถ่ายช่วงเท้า นำมาประกอบผ่านในแต่ละเฟรม ก็จะได้ภาพบุคคลเต็มส่วนในแบบเกร๋ๆ
  5. เล่นกับพร็อพประกอบฉาก 

    อาจเป็นไวท์บอร์ดสักอัน แล้วเขียนคำบรรยายประกอบสถานที่ หรือคำบรรยายบ่งบอกความรู้สึก เพื่อเก็บภาพความทรงจำดีๆ ของครอบครัว

เพียงเท่านี้คุณก็จะมีภาพครอบครัวที่น่ารัก น่าประทับใจ โดดเด่น มีสไตล์ ในแบบที่ไม่เหมือนใคร และนำมาอวดเพื่อนๆในโซเชียลเน็ตเวิร์คกันได้อีกด้วยค่ะ

________________________________________
หากใครมีบล๊อกที่ blogspot สามารถแอดกันมาได้ที่นี่ค่ะ
https://aorangel.blogspot.com/
***รับดูแลเพจแอดมิน ทางด้าน Digital Content Marketing
เขียนบทความพร้อมภาพประกอบ email: aorpaka@gmail.com***

วันจันทร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

6 เทคนิคในการถ่ายภาพเด็กแบบมีสไตล์


พอดีว่าช่วงนี้รับเป็นแอดมินแฟนเพจของสตูดิโอถ่ายภาพเด็กอยู่ที่หนึ่ง เลยมีโอกาสได้ค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับเทคนิคในการถ่ายภาพเด็ก และถ่ายภาพครอบครัว วันนี้เลยอยากจะนำเสนอทริคเล็กๆ น้อยๆ สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่อยากลองเป็นตากล้องมือใหม่ อยากเก็บภาพความประทับใจกับทุกช่วงเวลาดีๆของคุณหนูๆมาฝากกันค่ะ

  1. ถ่ายภาพในแบบธรรมชาติ 

    ปล่อยให้เด็กได้เป็นไปตามธรรมชาติของเค้า เพราะความเป็นธรรมชาติของเด็กนี่ล่ะค่ะ ที่เป็นเสน่ห์ ปล่อยให้เค้าเล่นไป แล้วรอเก็บภาพให้ช่วงจังหวะเวลาดีๆ เพียงเท่านี้คุณก็สามารถเก็บภาพประทับใจของเค้าได้โดยง่าย

  2. ถ่ายภาพด้วยมุมมองในระดับเสมอพื้น

    ลองปล่อยให้เด็กได้เล่นกับพื้น เช่นพื้นหญ้าในสนามบ้าน หรือพื้นห้องนอน แล้วถ่ายภาพเค้าจากมุมต่ำ คุณจะแปลกใจกับผลลัพธ์ที่ได้ภาพ
  3. ถ่ายภาพจากในห้องนอน 

    อาจเป็นช่วงเข้านอน หรือหลังตื่นนอน ลองเอาผ้าห่มสีสันสดใสมาคลุมเด็กให้เหลือเฉพาะหน้าและตัวช่วงบน ลองหามุมสวยๆระหว่างที่เค้าเล่นกับผ้าห่ม เพียงเท่านี้คุณก็จะได้ภาพในมุมที่น่าสนใจมากขึ้น
  4. ถ่ายภาพในระหว่างเล่น

    ลองถ่ายภาพเด็กในระหว่างที่เค้ากำลังเล่นกับของเล่นชิ้นโปรด หรือกำลังกอดตุ๊กตาตัวโปรด เพื่อคุณได้เก็บภาพเค้าในอิริยาบถที่ผ่อนคลายและดูเป็นธรรมชาติ
  5. ถ่ายภาพในระหว่างทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน

    ลองถ่ายภาพเด็กในช่วงที่เค้าทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันที่บ้าน เช่น ตอนทำการบ้าน ตอนระบายสีภาพวาด ตอนฝึกหัดวาดเขียน อาจเรียกให้เค้าหันหน้ามามองกล้องบ้างเป็นบางครั้ง เพียงเท่านี้ก็ทำให้คุณได้เก็บภาพสวยๆ ในช่วงจังหวะเวลาดีๆ
  6. ร้อยเรียงเรื่องราวด้วยสมุดภาพ Scrapbook

    หากว่าพยายามถ่ายภาพลูกเท่าไหร่ แต่ไม่เคยจับภาพจังหวะลูกได้ทัน ทำให้ภาพที่ได้อาจมีแค่ช่วงหน้า ช่วงตัว ช่วงแขน หรือ ช่วงขา อย่าเพิ่งลบรูปเหล่านั้นทิ้งไป เพราะว่าคุณสามารถนำภาพเหล่านั้นมาปะติดปะต่อร้อยเรียงเรื่องราวได้ใหม่ ในสไตล์ Scrapbook หรือสมุดภาพ ที่สามารถทำในคอมพิวเตอร์ มือถือ หรือ แม้กระทั่งสมุดภาพที่ทำด้วยกระดาษ นอกจากนี้ยังสามารถชวนคุณน้องๆหนูๆมาช่วยตัดแปะในสมุดภาพ เพื่อฝึกทักษะด้านศิลปะ ต่อยอดจินตนาการ แถมยังเป็นกิจกรรมสานสัมพันธ์ระหว่างครอบครัว และช่วยหันเหความสนใจจากหน้าจอมือถือสมาร์ทโฟนได้อีกทางหนึ่งด้วยค่ะ
หวังว่าจะเป็นประโยชน์และให้คุณพ่อคุณแม่ได้มีภาพประทับใจ ลองนำไปใช้กันดู ในทริปครั้งหน้า ไม่ว่าจะเป็นทริปต่างจังหวัด ทริปต่างประเทศ ที่แม้แต่อยู่ที่บ้านกันนะคะ

________________________________________
หากใครมีบล๊อกที่ blogspot สามารถแอดกันมาได้ที่นี่ค่ะ
https://aorangel.blogspot.com/
***รับดูแลเพจแอดมิน ทางด้าน marketing content
เขียนบทความพร้อมภาพประกอบ email: aorpaka@gmail.com***

วันอาทิตย์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

วิธีโพสต์ภาพลง Facebook แบบเกร๋ๆ



วันอาทิตย์เช่นนี้ขอนำเสนอเรื่องเบาๆ กับไอเดียกิ๊บเก๋ ในการโพตส์ภาพลงเฟซบุ๊กส่วนตัวที่กำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก โดยเฉพาะในเพจของตากล้องด้วยกันในตอนนี้กันค่ะ

  • อันดับแรกใช้โปรแกรมตกแต่งภาพในคอมพิวเตอร์ เช่น PhotoScape หรือแอพในมือถือก็ได้ เช่น PicsArt มากำหนดสัดส่วนของภาพให้เป็นอัตราส่วน 1 : 1 เหมือนภาพที่แสดงใน Instagram โดยในที่นี้กำหนดไซส์ ให้มีขนาด 996 x 996 พิกเซล เพื่อความเข้าใจง่ายนะคะ

  • ตัดแบ่งภาพที่ 1 และ 2 ซึ่งเป็นสองภาพด้ายซ้ายมือ โดยกำหนดไซส์ให้มีขนาด 498 x 498 พิกเซล (อัตราส่วน 1:1)

  • ตัดแบ่งภาพที่ 3, 4, และ 5 ซึ่งเป็นสามภาพด้านขวามือ โดยกำหนดไซส์ให้มีขนาด 498 x 332 พิกเซล (อัตราส่วน 2:3)
  
  • อันดับสุดท้าย อัพโหลดรูปลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวของท่าน โดยอัพโหลดภาพตามลำดับที่ได้เรียงเอาไว้ในภาพ

เพียงเท่านี้ ภาพที่ปรากฎหลังอัพโหลดภาพทั้ง 5 ภาพลงไปแล้ว ก็จะได้ภาพออกมาเหมือนกับภาพต้นฉบับเดิมก่อนตัดแบ่ง หรือใครที่เข้าใจคอนเซปท์ของการตัดแบ่งภาพ สามารถกำหนดขนาดพิกเซลเองได้เลยตามอัตราส่วนและขนาดที่เหมาะสม



ขอบคุณเจ้าของไอเดีย: #By_Jack_Veerasak_facebook_jacknawa


หรือหากใครที่ไม่ชำนาญในการเรื่องการตัดแบ่งภาพ แต่อยากลองเล่นกับเค้าดูบ้าง 
เรามีตัวช่วยตัดต่อภาพให้อัตโนมัติกับเวบนี้ค่ะ


ทำภาพใหญ่เป็นภาพชิ้นส่วนต่อกันเก๋ๆ บน Facebook

เพียงเท่านี้คุณก็มีจะรูปภาพไปโพสต์อวดเพื่อนใน Facebook แบบเกร๋ๆ ลองไปเล่นกันดูนะคะ ^^ 


________________________________________
หากใครมีบล๊อกที่ blogspot สามารถแอดกันมาได้ที่นี่ค่ะ
https://aorangel.blogspot.com/
***รับดูแลเพจแอดมิน ทางด้าน Digital Content Marketing
เขียนบทความพร้อมภาพประกอบ email: aorpaka@gmail.com***

วันพุธที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

การจัดกระเป๋าเดินทางแบบมือโปร



ในช่วงวันหยุดยาวติดต่อกันหลายวันแบบนี้ หลายคนคงมีแพลนที่จะไปเที่ยวต่างจังหวัด หรือต่างประเทศกัน วันนี้เลยอยากนำเสนอเกี่ยวกับทริคดีๆ ที่ตัวเองใช้ในการจัดกระเป๋าเพื่อเตรียมตัวเดินทางไปท่องเที่ยวในแบบมือโปรมาฝากกันค่ะ

1. เช็คสภาพอากาศและอุณหภูมิ  

เนื่องจากเป็นปัจจัยหลักในการเลือกเสื้อผ้าสวมใส่ในการเดินทางได้อย่างเหมาะสม ว่าช่วงที่กำลังจะเดินทางไปสภาพอากาศเป็นเช่นไร อากาศร้อน อากาศกำลังเย็นสบาย หรือหิมะกำลังตก เพื่อจะได้วางแผนเตรียมตัวนำอุปกรณ์ที่เป็นตัวช่วยสำหรับสภาพอากาศนั้นๆ ไปด้วย เช่น แว่นกันแดดพร้อมหมวกปีกกว้างรับฤดูซัมเมอร์ หรือรองเท้าบูทกับโค้ทกันหนาวอย่างหนาเพื่อป้องกันหิมะในฤดูหนาว และยังสามารถเลือกสไตล์หรือสีของเสื้อผ้าให้เข้ากับฤดูกาลเพื่อแต่งกายให้เข้ากับคนท้องถิ่นเพื่อความอินเทรนด์ เช่น ช่วงฤดูใบไม้ผลิ สไตล์เสื้อผ้าที่เหมาะกับลุคนี้ มักจะเป็นเสื้อคลุมไหมพรมคาร์ดิแกนสีพาสเทลหวานๆ หรือ ช่วงฤดูใบไม้ร่วง สไตล์เสื้อผ้าที่เหมาะกับลุค มักจะเป็นเสื้อคอเต่าสีตุ่นๆ กับรองเท้าบู๊ทเก๋ๆ สักคู่

ตรวจสอบสภาพอากาศและอุณหภูมิ


2. เช็คน้ำหนักและตรวจสอบสิ่งของต้องห้ามสำหรับกระเป๋าที่นำติดตัวขึ้นเครื่อง

ซึ่งโดยทั่วไปทางสายการบินมักจะกำหนดให้นำกระเป๋าที่สามารถถือติดตัวขึ้นเครื่องได้ไม่เกิน 7 กิโลกรัม โดยน้ำหนักและขนาดของกระเป๋าที่ถือขึ้นเครื่องสามารถเช็ครายละเอียดได้จากเวบไซต์ของสายการบินนั้นๆ โดยตรง   สำหรับมาตรการเรื่องการพกพาของเหลวที่จำเป็นต้องใช้ติดตัวระหว่างโดยสารบนเครื่องบิน เช่น ครีม น้ำหอม สเปรย์ เจล และยาสีฟัน  โปรดตรวจสอบให้ดีว่า ภาชนะที่ใส่ต้องมีปริมาณความจุไม่เกิน 100 มิลลิลิตร หรือมิลลิกรัม  โดยต้องนำของเหลวเหล่านั้นมารวมใส่ถุงพลาสติกใสแบบเปิด-ปิดผนึกได้ หรือที่เรียกว่า ถุงซิปล็อก ขนาดไม่เกิน 20 x 20 เซนติเมตร ซึ่งรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 1,000 มิลลิลิตร หรือเทียบเท่า ต่อผู้โดยสาร 1 ท่าน   ในส่วนของเรื่องแบตเตอรี่สำรองมีกฎให้ทุกคนต้องถือติดตัวขึ้นเครื่องไปด้วยเท่านั้นตามความจุไฟฟ้าที่ได้รับอนุญาต  ห้ามโหลดลงกระเป๋าใต้เครื่องโดยเด็ดขาด ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดการช็อตและติดไฟขณะอยู่บนเครื่องบิน   นอกจากนี้โปรดตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณไม่ได้พกพาสิ่งของต้องห้าม เช่น ปืน หรือ ถังแก๊ส อุ๊บสสส (ไม่เอานะคะ เพื่อนๆ ร่วมเดินทางโดยสารไปด้วย ตกใจนะคะ ^^")

มาตรการเรื่องของเหลวและสิ่งของต้องห้าม


มาตรการเรื่องการนำแบตเตอรี่สำรองขึ้นไปบนเครื่องบิน


3. เลือกเนื้อผ้าและจัดเสื้อผ้าสำหรับทริปเดินทางในสไตล์ มิกซ์ แอนด์ แมตช์

ควรเลือกเนื้อผ้าประเภทไม่ยับง่าย ใส่แล้วสบายเป็นหลัก และควรจะวางแผนโดยการลองชุดก่อนไปด้วยเลย ว่าจะใส่เสื้อผ้าแบบไหนในแต่ละวันของทริป เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นลุคที่ใส่แล้วดูดี และสะดวกสบายต่อการเดินทาง รวมไปถึงรองเท้าที่จะใส่ไป ว่าเหมาะสมกับสถานที่ที่ไปเพราะอาจต้องเดินเยอะ  เพื่อเป็นการลดน้ำหนักของเสื้อผ้าที่จะเอาไปแบบไม่ต้องเผื่อ และคล่องตัวในการเดินทาง นอกจากนี้เสื้อผ้าที่เอาไปอาจนำมาจับให้เข้าเซตได้มากกว่า 1 แบบ จึงไม่จำเป็นต้องนำกางเกง 5 ตัว สำหรับทริป 5 วัน อาจจะลดเหลือกางเกงสัก 3 ตัว และนำไปแมทช์กับเสื้อยืด หรือเสื้อคลุมเก๋ๆ แต่ไอเดียนี้อาจจะเหมาะกับสาวขาลุย หรือสาวแบ็คแพ็กเกอร์ มากกว่าบิวตี้ไอค่อนตัวแม่ ที่จำเป็นต้องจัดเต็มตลอดเวลา อันนี้เราเข้าใจค่ะ

4. ถามตัวเองให้แน่ใจว่าเสื้อผ้าชิ้นนั้นจำเป็นต้องใช้หรือไม่

ไม่ว่าจะเป็นยีนส์ตัวเก่ง แจ๊คเก็ต และเสื้อกันหนาว ที่มีขนาดใหญ่ หนา และน้ำหนักมาก เพราะด้วยขนาดและน้ำหนักจะเป็นอุปสรรคอย่างมากต่อการจัดกระเป๋าเดินทาง ขาไปอาจจะดูไม่เป็นปัญหา แต่มักจะเป็นปัญหาต่อการจัดกระเป๋าเดินทางขากลับ เพราะต้องอย่าลืมเผื่อที่ว่างสำหรับข้าวของที่คุณติดไม้ติดมือช้อปปิ้งระหว่างทริป หรือของฝากกลับเพื่อนๆและญาติๆ ดังนั้นหากคิดว่ามันไม่จำเป็นต้องใช้จริงๆ กรุณาหลีกเลี่ยง หรือนำมันออกจากกระเป๋าที่คุณเพิ่งใส่มันลงไป

5. ถามตัวเองให้แน่ใจว่าอุปกรณ์ที่ขนไปด้วยจะไม่สร้างภาระให้กับคุณ

อันนี้พูดถึงในฐานะตากล้องทั้งหลาย ยกตัวอย่างเช่น คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ก หรือ กล้อง DSLR ที่บางคนอาจมีมากกว่าหนึ่งตัว โดยส่วนใหญ่แล้ว รุ่นมือโปร จะยิ่งมีน้ำหนักเยอะ เนื่องจากจำเป็นต้องคำนึงถึงขนาดเลนส์ และจำนวนเลนส์ที่จะขนไปด้วย ต้องวางแผนว่าจะนำเลนส์อะไรไปใช้ระหว่างทริป โดยอาจต้องศึกษาจากภาพถ่ายของสถานที่ท่องเที่ยวที่กำลังเดินทางไปว่า สถานที่นั้นๆ เหมาะสำหรับใช้เลนส์อะไรถ่าย เลนส์ไวด์ เลนส์นอร์มอล เลนส์ฟิกซ์ หรือ เลนส์ซูม เพื่อจะได้วางแผนได้อย่างเหมาะสม และน้ำหนักรวมทั้งหมดของกระเป๋ากล้องที่จะต้องแบกไประหว่างทริปไม่หนักจนเกินไป จนกลายเป็นปัญหาเรื่องสุขภาพหลังที่อาจทำให้หมดสนุกได้

6. วิธีการจัดของลงไปในกระเป๋า

เรื่องนี้เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ไม่เปลืองเนื้อที่ของกระเป๋าในการจัดเก็บ เทคนิคส่วนตัวที่ชอบใช้และได้ผลดีที่สุด คือการม้วนเป็นแท่ง เพราะทำให้เสื้อผ้าไม่ค่อยยับ และยังง่ายต่อการหยิบจับอีกด้วย ส่วนเสื้อผ้าชิ้นใหญ่หรือมีน้ำหนักมากให้จัดวางลงกระเป๋าหลังสุด โดยอาจพับแค่ทบเดียว แล้ววางพาดไปตามทรงของกระเป๋า นอกจากนี้ควรมีกระเป๋าผ้าบางๆใบเล็กๆ หรือจะใช้ถุงซิปล็อก เพื่อแบ่งใส่ตามประเภทของใช้ เพื่อง่ายต่อการหยิบใช้ไม่ปะปนกัน เช่น ชุดชั้นใน ถุงเท้า สายชาร์จหรืออุปกรณ์อีเล็คโทรนิคต่างๆ และของสำคัญที่ขาดไม่ได้สำหรับคุณผู้หญิงทั้งหลาย คือเครื่องสำอางค์ คัดเอาเฉพาะเซตที่สามารถแต่งได้ทุกวันและใช้ทุกชิ้น เช่นที่ปัดแก้มอาจเลือกใช้แค่เฉดสีเดียว แต่เป็นเฉดที่สามารถนำมาแมทช์กับสีลิปสติกที่ชอบอีกสักสอง หรือสามแท่ง แค่นี้ก็สวยได้ตลอดทริป

ลิสต์รายชื่อยาที่ควรพกติดตัวไประหว่างเดินทาง


เมื่อจัดกระเป๋าของคุณเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อย่าลืมตรวจสอบกับเช็คลิสต์ของคุณอีกรอบ เพื่อให้แน่ใจว่าคุณไม่พลาดอะไรไป ซึ่งรวมไปถึง พาสปอร์ตและเอกสารสำคัญประจำตัว ตั่วเครื่องบิน (ซึ่งควรถ่ายรูปเก็บไว้เป็นหลักฐาน เผื่อเกิดกรณีสูญหายระหว่างทาง) ยารักษาโรคและยาสามัญประจำตัว เผื่อกรณีฉุกเฉิน เช่น ยาแก้ปวดหัว ยาแก้ไข ยาแก้ท้องเสีย เป็นต้น แค่เพียงเท่านี้คุณก็สามารถจัดกระเป๋าเดินทางในแบบมือโปรกันได้อย่างง่ายดาย ขอให้สนุกกับการท่องเที่ยวและเดินทางกันอย่างปลอดภัยค่ะ

หมายเหตุ: สามารถคลิกที่ตัวอักษรสีแดงเพื่อเปิดดูข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับเรื่องนั้นๆค่ะ

________________________________________
หากใครมีบล๊อกที่ blogspot สามารถแอดกันมาได้ที่นี่ค่ะ
https://aorangel.blogspot.com/
***รับดูแลเพจแอดมิน ทางด้าน Digital Content Marketing
เขียนบทความพร้อมภาพประกอบ email: aorpaka@gmail.com***

วันจันทร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

อาหารต้านแดด



ในปัจจุบันนี้ไม่ว่าเจอหน้าใครต่างก็บ่นว่าร้อน ร้อนมาก ร้อนเหลือเกิน ร้อนจนทนไม่ไหว กันแทบทุกคน อันเนื่องมาจากปัญหาภาวะโลกร้อนที่ทำให้อุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นในทุกๆปี ถึงขนาดมีคนทำภาพล้อเลียนมาแซวกันในโซเชีลเน็ตเวิร์คว่า

"อย่าว่าแต่แดร็กคูล่าที่กลัวแดดเลย.............
แดดเมืองไทยตอนนี้แม้แต่ตรูโดนก็ยังละลาย"

และนั่นย่อมทำให้สาวๆ ต่างก็ต้องกังวลกับสภาพผิวที่อาจโดนทำร้ายจากแสงแดดแรงบ้านเราในทุกวันนี้ ไม่ว่าจะผิวหมองคล้ำ สีผิวเข้มขึ้น หรือผิวแห้งกร้าน พอดีว่าช่วงนี้มีงานรับเขียนบทความเกี่ยวกับอาหารต้านแดดเลย เลยอยากนำเรื่องนี้มาแบ่งปันให้สาวๆ หรือแม้แต่หนุ่มๆ เองที่กำลังกังวลกับผิวเสียมาให้ได้ทราบกัน

จากผลวิจัยได้ค้นพบว่า การทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระนั้น ยังมีส่วนช่วยให้ร่างกายสามารถต้านต่อแสงแดดได้ดียิ่งขึ้นด้วย โดยเฉพาะอาหารที่มีสารประเภท เบต้าแคโรทีน (สารต้านอนุมูลอิสระ และช่วยต่อต้านแสงแดดได้ดีป้องกันผิวไหม้) และไลโคปีน (สารช่วยป้องกันผิวไหม้จากแสงแดด ช่วยเก็บกักความชุ่มชื้นของผิว และช่วยชะลอริ้วรอยแห่งวัย) สูง ซึ่งมักจะพบได้ในผักใบเขียว และผลไม้สีเหลือง ทั้งนี้ต้องทานต่อเนื่องอย่างน้อย 10 สัปดาห์ขึ้นไป จึงจะเห็นผลชัดเจน ทีนี้มาดูกันว่ามีอะไรเป็นตัวช่วยที่ดีไปดูกันค่ะ

  1. มะเขือเทศ
    สำหรับสาวที่รักผิวย่อมรู้ดีว่า ประโยชน์ของมะเขือเทศมีส่วนช่วยในเรื่องการบำรุงผิวพรรณอยู่แล้ว นอกจากจะอุดมด้วยวิตามินแล้ว ยังมีสารไลโคปีนสูง ที่เป็นตัวช่วยในเรื่องต่อต้านแดด และช่วยบำรุงผิวพรรณให้สดใส ไม่แห้งกร้าน แถมยังช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยในเรื่องชะลอการเกิดริ้วรอยแห่งวัยได้อีกด้วย
  2. แตงโม
    นอกจากจะเป็นผลไม้ที่ช่วยคลายร้อนได้แล้ว ยังอุดมด้วยวิตามินอีกมากมาย และเป็นผลไม้ที่มีสารไลโคปีนสูง ช่วยเก็บกักความชุ่มชื้นผิว ไม่ทำให้ผิวแห้งกร้าน ชะลอริ้วรอย และช่วยลดจุดด่างดำจากมลภาวะแสงแดด
  3. มะละกอ
    อุดมไปด้วยประโยชน์ ที่นอกจากจะช่วยในเรื่องระบบขับถ่ายแล้ว ยังช่วยบำรุงผิวพรรณ เพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่เป็นจำนวนมาก ช่วยบำรุงผิวพรรณ และที่สำคัญช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวได้ดีอีกด้วย
  4. แครอท
    ไม่เพียงแต่ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดแล้ว ยังช่วยสะท้อนรังสีออกไปได้อีกด้วย เพราะอุดมด้วยสารเบต้าเคโรทีน ทำให้เซลล์ได้รับการปกป้องและซ่อมแซมเมื่อต้องเผชิญกับรังสียูวี
  5. ดาร์กช็อกโกแลต
    อันนี้ถูกใจสาวหลายๆคนที่ชื่นชอบทานช็อกโกแลต เพราะมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ หรือ ฟลาโวนอยด์ ที่ช่วยให้ร่างกายปกป้องผิวจากแสงแดดได้ดียิ่งขึ้น แต่ทั้งนี้ต้องสังเกตส่วนผสมให้ดีว่ามีโกโก้เป็นส่วนผสมมากกว่า 65% เพื่อให้ได้ผล

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องไม่ลืมที่จะทาครีมกันแดดก่อนออกจากบ้านกันทุกครั้ง เพื่อช่วยปกป้องผิวและปลอดภัยจากการทำร้ายผิวของรังสียูวี แค่เพียงเท่านี้สาวๆก็พร้อมเผยผิวสวยได้ทุกเมื่อค่ะ

________________________________________
หากใครมีบล๊อกที่ blogspot สามารถแอดกันมาได้ที่นี่ค่ะ
https://aorangel.blogspot.com/
***รับดูแลเพจแอดมิน ทางด้าน marketing content
เขียนบทความพร้อมภาพประกอบ email: aorpaka@gmail.com***

วันพฤหัสบดีที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2559

กับดักชีวิตกับชีวิตดี๊ดี


 
             ในยุคที่เราเองต่างก็อยู่ในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ค ไม่ว่าจะเป็นเช็คอินในเฟซบุค หรือถ่ายรูปลงอินสตาแกรม สังคมแห่งการการแชร์ สังคมแห่งการกดไลค์ สังคมแห่งกระแส และเกาะติดตามเทรนด์ เพื่อไม่ให้ตกยุค เด๋วจะคุยกับใครไม่รู้เรื่อง

             ทำให้คนในยุคนี้ ยึดติดกับการเสพสังคมที่มีแต่ความสวยหรู ดูดี ดูมีสไตล์ ไม่ว่าจะเป็นการไปทานร้านอาหารในบรรยากาศสุดหรู นั่งทานร้านกาแฟสุดชิค ไปเที่ยวตามสถานที่สุดฮิป และช้อปปิ้งกับสินค้าแบรนด์เนมในคอลเลคชั่นใหม่รุ่น Limited Edition เพื่อความเป็นแฟชั่นนิสต้า ตัวแม่ และตัวพ่อ

             จนก่อให้เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจส่วนบุคคล กับไลฟ์สไตล์ชีวิตดี๊ดี ที่กลายเป็นสมการผกผัน กับจำนวนเงินในกระเป๋าสตางค์ตนเอง ด้วยงบรายจ่ายในแต่ละเดือนเพื่อให้ชีวิตตัวเองดูเป็นชีวิตดี๊ดีสมัยนี้ มันไม่ใช่จำนวนเงินน้อยๆเลย

             แล้วเหล่าบรรดาเหล่าบัตรเครดิตทั้งหลายเอง ต่างก็ออกโปรโมชั่นมาดึงดูดอิงกับกระแสชีวิตดี๊ดี ไม่ว่าจะเป็น ระยะเวลาปลอดดอกเบี้ยที่นานขึ้น ส่วนลดร้านค้า เครดิตรับเงินคืน Cash Back ผ่อนสินค้าหรือบริการ 0% 10 เดือน ที่ต่างเดินพาเหรดมายั่วกิเลส ให้ผู้ถือบัตรของตนเองต่างอยากใช้บัตร

             จึงไม่แปลกใจที่อ่านข่าวเจอว่า คนในยุคนี้ส่วนใหญ่มีปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ตัวเองสร้างไว้ค่อนข้างมากและอัตราการเพิ่มขึ้นมีแนวโน้มสูง อันเนื่องมากจากนำพาชีวิตติดกับดักกับคำว่า "ชีวิตดี๊ดี" เพราะด้วยความที่ใช้บัตรเครดิตกันจนเคยตัว เพราะว่าการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต นั้นแสนที่จะสะดวกสบาย และทันใจ อยากได้ต้องได้ อยากมีต้องมี รูดไปก่อน ผ่อนทีหลัง หรือ 0% 10 เดือน

             มารู้ตัวอีกทีก็หนี้ท่วมตัว บัญชีเงินเดือนก็กลายเป็น "บัญชีเดินสะพัด" (เดินข้ามไปจ่ายค่าบัตรเครดิตกันจนสะพัด) ไม่เหลือเงินเก็บ หรือแม้แต่เงินกินข้าวในแต่ละวันยังแทบไม่มี เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ โดยเฉพาะกับวัยรุ่น วัยเรียน วัยที่ยังไม่ได้ทำงาน และยังขอสตางค์พ่อแม่อยู่ วัยที่รู้จักแต่การใช้เงินเพื่อให้ชีวิตดี๊ดีเท่านั้น โดยไม่ตระหนักถึงความสำคัญของที่มาของรายได้

             ใครที่เป็นคุณพ่อคุณแม่ กับลูกที่ยังเป็นวัยรุ่น วัยเรียนยุคนี้ ควรปลูกฝังเรื่องวินัยในการใช้จ่ายเงินให้กับลูก ตั้งแต่ยังเล็กนะคะ เพื่อให้เค้าได้ตระหนักถึงความสำคัญของเงิน ใช้จ่ายอย่างรู้คุณค่า ไม่ใช้จ่ายไปอย่างไร้สาระ เพื่ออนาคตทางการเงินที่เข้มแข็ง และมีภูมิคุ้มกันที่ดี เพื่อจะไม่ก่อปัญหาหนี้เกินตัวในอนาคตค่ะ

             หรือแม้กระทั่งคนวัยทำงานเองหลายคนก็ยัง ลืมให้ความสำคัญ และตระหนักในส่วนนี้ ซึ่งหาก ว่าเป็นไปได้ ควรเรียนรู้วิธีการทำบัญชีรายรับรายจ่ายส่วนบุคคลในแบบง่ายๆ ไปจนถึงขั้น Personal Wealth Forecasting ได้ยิ่งดีเพื่อเป็นตรวจสุขภาพทางการเงินประจำปีของตนเองด้วย

             มาถึงตรงนี้เลยอยากจะขอขอบคุณและแนะนำ คุณ เอ หรือ A Academy ผู้บุกเบิกและสอนการวางแผนทางการเงินให้คนไทย ได้เรียนรู้หลักสูตรการวางแผนทางการเงินให้กับตนเองในแบบง่าย ๆ ไปจนถึงขั้นแอดวานซ์ เรียนรู้เรื่องการลงทุนเพื่อเพิ่มผลตอบแทนให้เป็นไปตามเป้าหมายชีวิตในอนาคต 

             โดยมีความคิดที่จะปลูกฝังให้คนไทยมีวินัยทางการเงินกันเพิ่มมากขึ้น เพื่อไม่ก่อให้เกิดปัญหากลายเป็นคนชราที่ไม่มีเงินยามเกษียณ ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาต่อตนเองและต่อสังคมตามมาอย่างมากมาย ตั้งใจสอนกันแบบฟรีๆ ไม่คิดค่าใช้จ่ายเลยแม้แต่น้อย 

             ซึ่งหากว่าท่านใดสนใจ ขอแนะนำให้เรียนกันได้โดยคลิกที่ลิงค์ข้างล่างนี้เลยค่ะ ช่วยประชาสัมพันธ์ให้อีกแรง และเป็นกำลังใจให้คุณเอ สู้ต่อไป อย่าไปท้อกับพวกชอบรวยทางลัด แต่ไม่ยอมอ่านอะไรเกิน 5 บรรทัดนะคะ



________________________________________
หากใครมีบล๊อกที่ blogspot สามารถแอดกันมาได้ที่นี่ค่ะ
https://aorangel.blogspot.com/
***รับดูแลเพจแอดมิน ทางด้าน Digital Content Marketing
เขียนบทความพร้อมภาพประกอบ email: aorpaka@gmail.com***
            

วันอังคารที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2559

เทคนิคการเลือกประกันภัยรถยนต์



          วันก่อนมีโอกาสได้คุยกับพี่คนนึงที่เพิ่งจะขับรถได้ไม่นาน แล้วไม่แน่ใจว่าจะเลือกซื้อประกันภัยรถยนต์แบบไหนดี พอดีว่าช่วงนี้มีข้อมูลเรื่องนี้อยู่พอดี วันนี้เลยอยากเอาแบ่งปันกันค่ะ

1) ประกันภัยรถยนต์ประเภท 1


          ประกันภัยรถยนต์ประเภทนี้จะครอบคลุมในทุกกรณี ไม่ว่าจะเกิดการสูญหาย หรือเกิดอุบัติเหตุจากคู่กรณีที่เป็นรถคันอื่น หรือเป็นอุบัติเหตุที่ไม่ทราบสาเหตุเลยก็ตาม 
 

          เหมาะกับ 

  1. รถใหม่ป้ายแดง และรถที่มีอายุไม่เกิน 5 ปี เพราะด้วยความที่รถยังใหม่ จึงเสี่ยงต่อการสูญหาย
  2. คนขับป้ายแดง อันนี้คงเข้าใจกันดีว่า โอกาสที่รถจะมีแผลถลอกรอบคันเกิดได้ตลอดเวลา
  3. รถที่ใช้งานเป็นประจำ เพราะการใช้งานของรถ ที่ออกมาวิ่งตามท้องถนน วิ่งงานต่างจังหวัด ทำให้เกิดความเสี่ยงได้สูงกว่ารถที่ขับออกจากบ้านแล้วมาจอดไว้ที่ออฟฟิศ

2) ประกันภัยรถยนต์ประเภท 2 พิเศษ / 2+


          หรือที่เรียกกันแบบง่าย ๆว่า ประกันชั้น 2 พลัส ประกันภัยรถยนต์ประเภทนี้จะรองลงมาจากแบบแรก โดยจะคุ้มครองในกรณีรถสูญหาย หรือเกิดไฟไหม้ แต่จะไม่คุ้มครองความเสียหายทั่วไป ในกรณีที่เกิดจากสาเหตุอื่นที่ไม่ใช่ชนกับคู่กรณี

          เหมาะกับ 

  1. รถใช้งานเป็นประจำ อย่างที่กล่าวไปแล้วว่ารถใช้งานเป็นประจำ ย่อมมีความเสี่ยงสูงกว่าปกติ
  2. รถที่ต้องจอดไว้หน้าบ้าน หรือต้องจอดไว้ริมถนน เนื่องจากไม่มีไม่มีโรถรถหรือที่จอดรถประจำ
  3. รถของพ่อค้าแม่ขาย ที่ไม่อยากเสียเงินเยอะในการทำประกันภัยรถยนต์แบบแรก ก็สามารถพิจารณาแบบนี้เป็นทางเลือก เพราะอย่างน้อยก็ยังอุ่นใจกว่า หากเกิดอะไรขึ้นมาโดยไม่คาดคิด

3) ประกันภัยรถยนต์ประเภท 3 พิเศษ / 3+


          หรือที่เรียกกันแบบง่าย ๆว่า ประกันชั้น 3 พลัส ค่าเบี้ยจะต่ำสุด และการคุ้มครองก็จะต่ำสุดเช่นกัน โดยจะคุ้มครองเฉพาะความเสียหายสำหรับทรัพย์สินของคู่กรณี และความเสียหายของตัวรถ เฉพาะกรณีที่เกิดขึ้นจากการชนกับคู่กรณีเท่านั้น แต่จะไม่คุ้มครองสำหรับกรณีรถสูญหายหรือเกิดไฟไหม้ และไม่คุ้มครองหากเกิดจากความเสียหายอื่นๆที่ไม่มีคู่กรณี
 

          เหมาะกับ 

  1. รถมีอายุเกิน 7 ปี ถึงแม้ว่ารถจะเก่าแล้ว แต่การทำประกันภัยไว้ย่อมอุ่นใจมากกว่าไม่มีเลย
  2. รถใช้งานเป็นประจำ อย่างที่กล่าวไปแล้วว่ารถใช้งานเป็นประจำ ย่อมมีความเสี่ยงสูงกว่าปกติ

          ลองพิจารณาเพื่อเลือกซื้อหรือเลือกต่อประกันภัยรถยนต์ในแบบที่ใกล้เคียงกับอายุรถ และลักษณะการใช้งานของรถกันดูนะคะ เผื่อจะเป็นการช่วยให้ประหยัดค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์กันได้บ้าง ในยามสภาพเศรษฐกิจยุคฝืดเคืองเช่นนี้ค่ะ

______________________________________
หากใครมีบล๊อกที่ blogspot สามารถแอดกันมาได้ที่นี่ค่ะ
https://aorangel.blogspot.com/
***รับดูแลเพจแอดมิน ทางด้าน marketing content
เขียนบทความพร้อมภาพประกอบ email: aorpaka@gmail.com***

วันอาทิตย์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2559

สุขสันต์วันหยุด



       และแล้วเทศกาลวันหยุดยาวช่วงสงกรานต์ก็เดินทางมาถึงวันสุดท้ายกันแล้ว เชื่อว่าหลายๆคนที่ไม่ว่าจะไปเล่นน้ำ ไปเที่ยวทะเล ไปพักผ่อนช่วงวันหยุดที่ผ่านมา คงต้องเผชิญกับแสงแดดที่แผดเผากันจนผิวบ่มแดดใกล้สุกกันเต็มที่ วันนี้เลยจะขอมาเอาใจสาวๆด้วยวิธีการดูแลผิวหลังสู้แดดแสนสตรองกันค่ะ

  1. ควรทาครีมประเภท Cooling Balm เพื่อให้ความรู้สึกสบายผิว เพราะเจ้าตัวนี้จะช่วยให้คุณรู้สึกเย็น สดชื่น และช่วยลดอาการแสบร้อนเนื่องจากผิวที่่ต้องเผชิญกับแสงแดดโดยตรงเป็นเวลานานๆ
  2. ดื่มน้ำให้มากกว่าปกติ เพราะช่วงหน้าร้อนจะทำให้ร่างกายขาดน้ำได้ง่ายกว่าเดิม และยังส่งผลร้ายต่อผิว ทำให้ผิวแห้งได้ง่ายขึ้นด้วย
  3. ขัดผิว เพื่อขจัดผิวที่่ตายแล้วออกไป เพื่อให้ผิวได้ผลัดเซลผิวใหม่ที่แข็งแรง และสดใสดังเดิม และอย่าลืมบำรุงด้วยมอยสเจอไรเซอร์ทุกครั้งหลังขัดผิวด้วยเพื่อการบำรุงผิว
  4. มาสก์หน้า เพราะการที่เราต้องออกไปสู้ศึกหนักกับแสงแดด และลมทะเล เป็นตัวทำร้ายผิวหน้า ดังนั้นวิธีนี้จะช่วยทำให้ผิวหน้าเรากลับมาชุ่มชื่นเร็วขึ้นเพื่อลดการทำ ร้ายผิวได้จากมากเป็นน้อย
  5. สปาบำรุงผิวหลัง ทริปทะเล การเข้าคอร์สสปาขัดผิวจะช่วยเร่งให้เซลผิวผลัดใหม่ได้เร็วขึ้น และสปานวดน้ำนมเพื่อบำรุงและปรนนิบัติผิวเพื่อความผ่อนคลายทั้งกายและใจ อย่างเต็มที่  
ด้วยเคล็ดลับง่ายๆเพียงเท่านี้ก็ช่วยให้สาวๆได้อวดผิวสวยแบบสตรองสำหรับทริปต่อไปกันแล้วค่ะ

______________________________________
หากใครมีบล๊อกที่ blogspot สามารถแอดกันมาได้ที่นี่ค่ะ
https://aorangel.blogspot.com/
***รับดูแลเพจแอดมิน ทางด้าน marketing content
เขียนบทความพร้อมภาพประกอบ email: aorpaka@gmail.com***

วันอังคารที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2559

สงกรานต์นี้ไปไหนดี


วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการทำงานแล้วนะคะเพื่อนๆ แต่มีใครอีกหลายคนที่ได้หยุดยาวตั้งแต่วันเสาร์ที่ผ่านมา เทศกาลมหาสงกรานต์ของไทยเราเวียนมาบรรจบครบรอบกันอีกปี สำหรับที่ใครๆยังนึกไม่ออกว่า สงกรานต์นี้ไปไหนดี เลยมานำเสนอเรื่องนี้กันเผื่อใครจะได้ไอเดียขึ้นมาบ้างค่ะ

  1. สายบุญ 

    ใครที่ชื่นชอบไหว้พระทำบุญ หรือเดินสายไหว้พระเก้าวัด เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตัวเองและครอบครัว ขอนำเสนอวาระพิเศษในเทศกาลสงกรานต์นี้ที่ถนนในกรุงเทพฯจะโล่งมากแบบหนึ่งปีมีครั้ง ลองถือโอกาสนี้ไปไหว้พระทำบุญในวัดกรุงเทพฯชั้นใน โดยเริ่มต้นตั้งแต่สนามหลวง ไหว้พระพุทธสิหิงค์ ณ มณฑปที่ทางกทม.จัดเตรียมไว้ แล้วก็ไล่เรียงกันไป ไม่ว่า วัดพระแก้ว วัดโพธิ์ นั่งเรือข้ามฝั่งไป วัดอรุณ วัดระฆัง แล้วก็ข้ามฝั่งกลับมารับประทานเที่ยง แล้วต่อด้วย วัดชนะสงคราม ศาลเจ้าพ่อเสือ วัดสุทัศน วัดสระเกศ ครบเก้าวัดภายในวันเดียวที่จะหาโอกาสเช่นนี้ได้ยากยิ่งนัก
  2. สายทะเล

    ใครที่ชื่นชอบท่องเที่ยว ร้อนๆเช่นนี้ ทะเลย่อมเป็นตัวเลือกแรกๆ ใครที่ไม่ชอบขับรถไปไกลมากนัก ก็นี่เลย บางแสน พัทยา ชะอำ หัวหิน ส่วนใครที่อยากเที่ยวทะเลด้วยแล้วอยากแวนซ์มอเตอร์ไซค์ขับเที่ยวรอบเกาะได้ด้วย อันนี้แนะนำ เกาะสีชัง เกาะล้าน  หรือใครอยากไปนอนเล่นชิลๆฟังเสียงคลื่นกระทบฝั่ง ณ ริมทะเลสักคืนสองคืน ก็มี เกาะเสม็ด เกาะช้าง หรือ เกาะกูด ให้เลือก
  3.  สายสวนน้ำ

    ตอนนี้กำลังได้รับความนิยม แล้วมีตัวเลือกเปิดให้บริการกันมากมายหลายที่ แล้วแต่ความชอบในสไตล์การออกแบบหรือธีมของสวนน้ำนั้นๆ ก็เลือกกันตามความพึงพอใจ ไม่ว่าจะเป็น สวนน้ำวา นาวา สวนน้ำ ซานโตรินี วอเตอร์ แฟนตาซี สวนน้ำ แบล็ค เมาน์เทน ฝั่งหัวหิน หรือจะเป็น สวนน้ำ การ์ตูน เน็ทเวิร์ค อเมโซน ฝั่งพัทยา หรือจะเป็นที่ใหม่ล่าสุด เดอะ ซีนิคอลเวิลด์ เขาใหญ่ สวนน้ำจูราสสิค วอเตอร์ปาร์ค นครปฐม หรือใครไม่อยากขับรถไกล ก็แนะนำที่นี่เลย โพโรโระ อควา พาร์ค กรุงเทพฯ เซ็นทรัลพลาซา บางนา ชั้น 6 ตกแต่งด้วยธีมการ์ตูนโพโรโระ ซีรี่ย์ฮิตจากเกาหลี 
  4.  สายชิคชิมชิล

    ใครที่ชอบเที่ยวสถานที่ชิคชิค เน้นไปเที่ยวแล้วถ่ายรูปเพื่ออัพลงเฟซ แชร์ให้เพื่อนๆได้เห็นว่าเที่ยวสถานที่ยอดฮิตแล้วละก็ ต้องไม่พลาดกับสถานที่ยอดนิยมเหล่านี้เช่น โซนพัทยา ก็มี มิโมซ่า พิพิธภัณฑ์ภาพวาด 3 มิติ โซนหัวหิน ก็ไล่ไปตั้งแต่ ซานโตรินี พาร์ค เวเนเซีย คาเมล รีพับพลิก สวิส ชีพ ฟาร์ม เพลินวาน ที่อยู่ในบริเวณไม่ไกลกันมาก และยังสามารถแวะเดิน ตลาดซิคาด้า หัวหิน ตอนค่ำได้อีกด้วย หรือใครไม่อยากขับรถไกล ก็ต้องที่นี่เลย เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ หรือจะเป็น ท่ามหาราช เดินเล่นรับลมยามเย็น แล้วนั่งรับประทานอาหารค่ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา แค่นี้ก็ได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศชาวเมืองกรุงฯกันอย่างเต็มที่
  5. สายอีเวนท์

    สงกรานต์เมษาผ้าขาวม้า จัดกิจกรรมที่สยาม ใครที่ชื่นชอบบรรยากาศสงกรานต์ในแบบไทยๆ  พร้อมตลกแก็ง 3 ช่า ฟรีตลอดงาน งานมีวันที่ 13-15 เมษายน ตั้งแต่ 6 โมงเย็น
    Bangkok Songkran Festival 2016 @ Central World ปาร์ตี้โฟมบนลานกว้าง ณ Central World กับกิจกรรมหลายหลาย ฟรีตลอดงาน ตั้งแต่วันที่ 13-15 เมษายน
    Wild & Wet Songkran Festival at Superflow ธีมงานสไตล์แฮงเอาท์ ยกชายหาดกับบรรยากาศริมทะเล มาไว้ที่ทำเลถนนข้าวสาร แบ่งออกเป็นหลายโซน มีทั้งโอเพ่นแอร์ และริมระเบียง พร้อมมี DJ นานาชาติ งานมีวันที่ 12 - 15 เมษายน ค่าบัตร 250 บาทพร้อม 1 ดริ๊งค์
    (อันนี้แค่ยกตัวอย่างบางอีเวนท์มาให้ดู หากว่าใครเป็นสายปาร์ตี้ตัวจริงลองหาข้อมูลเพิ่มเติมดูค่ะ)
ไม่ว่าใครจะเลือกไปสายไหนก็ตาม ขอให้ทุกคนสนุกอย่างมีสติกับเทศกาลมหาสงกรานต์กับวันหยุดยาวเช่นนี้ และเดินทางไปกลับโดยสวัสดิภาพ ที่สำคัญ "เล่นน้ำอย่างประหยัด" และ "เมาไม่ขับ" เพื่อความปลอดภัยของตัวเองและเพื่อนร่วมทางคนอื่นค่ะ

______________________________________
หากใครมีบล๊อกที่ blogspot สามารถแอดกันมาได้ที่นี่ค่ะ
https://aorangel.blogspot.com/
***รับดูแลเพจแอดมิน ทางด้าน marketing content
เขียนบทความพร้อมภาพประกอบ email: aorpaka@gmail.com***

วันอาทิตย์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2559

เทคนิคง่ายๆกับการจัดร้าน


ช่วงนี้มีโอกาสค้นคว้าหาข้อมูลหลากหลายแนวเพื่องานเขียนบทความ พอดีไปเจอบทความหนึ่งที่น่าสนใจ เลยอยากเอามาแบ่งปันกันตรงนี้ เผื่อว่าใครที่กำลังคิดจะเปิดร้านขายของตามตลาดนัด จะได้เป็นไอเดียเอาไปลองจัดร้านกันดู หรือใครที่มีเพื่อนๆพี่ๆน้องๆญาติๆ ก็สามารถแบ่งปันไอเดียนี้ได้ เผื่อจะเป็นประโยชน์ได้บ้าง ไม่มากก็น้อยค่ะ

  1. จัดหนักจัดเต็ม ลองเปรียบเทียบร้านนึงที่สินค้าวางอยู่อย่างประปรายไม่กี่ชิ้น กับอีกร้านข้างๆที่มีสินค้าแน่นร้านไปหมด คุณอยากจะเลือกเข้าร้านไหน มันเป็นหลักจิตวิทยาง่ายๆ ที่เสริมสร้างให้คนมั่นใจในร้านมากขึ้น ว่าร้านนี้มีสินค้าเยอะขนาดนี้แสดงว่าต้องมีลูกค้าเยอะแน่ๆ (ทั้งๆที่จริงแล้วอาจจะยังขายไม่ได้เลยก็ได้)
  2. ศิลปะในการจัดพร็อพประกอบหน้าร้าน นึกถึงโฆษณาในทีวี หรือฉากประกอบละครบางฉากในสตูดิโอ ที่ใช้สถานที่ไม่มาก แต่ทำทุกอย่างในฉากได้ครบองค์ประกอบและออกมาดูดี นั่นล่ะค่ะ จัดไปตามนั้น รับรองว่าจะดึงดูดสายตาคนที่เดินผ่านไปผ่านมา ให้รู้สึกสะดุดและอยากลองเดินเข้ามาชมสินค้าในร้านคุณ
  3. ศิลปะในการใช้สี ตามหลักวิชาการถ่ายภาพ101 กล่าวไว้ว่า องค์ประกอบของสีส่งผลต่ออารมณ์และความรู้สึกของคนเรา ดังนั้น คุณอยากให้ร้านคุณอารมณ์ไหน เช่น สดใส สนุกสนาน ก็จัดไป ในโทนร้อน เหลือง ส้ม แดง ส่วนอยากหวาน อยากจุ๊บุจุ๊บุ ก็จัดไป กับโทนเย็น ไม่ว่าจะชมพู ม่วง ฟ้า หรืออาจจะลองสลับสีตัดกัน หรืออาจจะลองไล่เฉด ก็เก๋ไปอีกแบบแล้วแต่รสนิยมส่วนตัว
  4. SALE ป้ายเซลลดราคาพร้อมสินค้าในกะบะสักมุมนึงของร้าน รับรองผู้หญิงหรือแม้แต่ผู้ชายเองก็ตาม มักจะแพ้กับคำนี้ เห็นปุ๊ปเป็นต้องสะดุดกับคำนี้ทุกที ไม่ว่าสินค้านั้นจะใช่สไตล์เราหรือไม่ก็ตาม แต่ขอได้ดูได้ชมได้รื้อได้ค้นไว้ก่อน อีกอย่างเป็นการเรียกลูกค้าให้เข้าร้าน แลดูคนแน่นๆ ก็จะยิ่งทำให้คนอื่นมาสนใจร้านกันมากขึ้นด้วย
ด้วยเทคนิคตามหลักจิตวิทยาและศิลปะเบื้องต้นเล็กๆน้อยๆเหล่านี้ แต่อาจส่งผลต่อภาพลักษณ์ของร้านและเป็นปัจจัยหนึ่งที่อาจช่วยเพิ่มยอดขายได้บ้างไม่มากก็น้อย ลองไปใช้กันดู แล้วมาบอกกันด้วยนะคะว่าได้ผลอย่างไรกันบ้าง ร่วมด้วยช่วยกันในยุคสภาพเศรษฐกิจฝืดเคืองเช่นนี้ สู้ๆค่ะ

______________________________________
หากใครมีบล๊อกที่ blogspot สามารถแอดกันมาได้ที่นี่ค่ะ
https://aorangel.blogspot.com/
***รับดูแลเพจแอดมิน ทางด้าน marketing content
เขียนบทความพร้อมภาพประกอบ email: aorpaka@gmail.com***