วันอาทิตย์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2559

เทคนิคง่ายๆกับการจัดร้าน


ช่วงนี้มีโอกาสค้นคว้าหาข้อมูลหลากหลายแนวเพื่องานเขียนบทความ พอดีไปเจอบทความหนึ่งที่น่าสนใจ เลยอยากเอามาแบ่งปันกันตรงนี้ เผื่อว่าใครที่กำลังคิดจะเปิดร้านขายของตามตลาดนัด จะได้เป็นไอเดียเอาไปลองจัดร้านกันดู หรือใครที่มีเพื่อนๆพี่ๆน้องๆญาติๆ ก็สามารถแบ่งปันไอเดียนี้ได้ เผื่อจะเป็นประโยชน์ได้บ้าง ไม่มากก็น้อยค่ะ

  1. จัดหนักจัดเต็ม ลองเปรียบเทียบร้านนึงที่สินค้าวางอยู่อย่างประปรายไม่กี่ชิ้น กับอีกร้านข้างๆที่มีสินค้าแน่นร้านไปหมด คุณอยากจะเลือกเข้าร้านไหน มันเป็นหลักจิตวิทยาง่ายๆ ที่เสริมสร้างให้คนมั่นใจในร้านมากขึ้น ว่าร้านนี้มีสินค้าเยอะขนาดนี้แสดงว่าต้องมีลูกค้าเยอะแน่ๆ (ทั้งๆที่จริงแล้วอาจจะยังขายไม่ได้เลยก็ได้)
  2. ศิลปะในการจัดพร็อพประกอบหน้าร้าน นึกถึงโฆษณาในทีวี หรือฉากประกอบละครบางฉากในสตูดิโอ ที่ใช้สถานที่ไม่มาก แต่ทำทุกอย่างในฉากได้ครบองค์ประกอบและออกมาดูดี นั่นล่ะค่ะ จัดไปตามนั้น รับรองว่าจะดึงดูดสายตาคนที่เดินผ่านไปผ่านมา ให้รู้สึกสะดุดและอยากลองเดินเข้ามาชมสินค้าในร้านคุณ
  3. ศิลปะในการใช้สี ตามหลักวิชาการถ่ายภาพ101 กล่าวไว้ว่า องค์ประกอบของสีส่งผลต่ออารมณ์และความรู้สึกของคนเรา ดังนั้น คุณอยากให้ร้านคุณอารมณ์ไหน เช่น สดใส สนุกสนาน ก็จัดไป ในโทนร้อน เหลือง ส้ม แดง ส่วนอยากหวาน อยากจุ๊บุจุ๊บุ ก็จัดไป กับโทนเย็น ไม่ว่าจะชมพู ม่วง ฟ้า หรืออาจจะลองสลับสีตัดกัน หรืออาจจะลองไล่เฉด ก็เก๋ไปอีกแบบแล้วแต่รสนิยมส่วนตัว
  4. SALE ป้ายเซลลดราคาพร้อมสินค้าในกะบะสักมุมนึงของร้าน รับรองผู้หญิงหรือแม้แต่ผู้ชายเองก็ตาม มักจะแพ้กับคำนี้ เห็นปุ๊ปเป็นต้องสะดุดกับคำนี้ทุกที ไม่ว่าสินค้านั้นจะใช่สไตล์เราหรือไม่ก็ตาม แต่ขอได้ดูได้ชมได้รื้อได้ค้นไว้ก่อน อีกอย่างเป็นการเรียกลูกค้าให้เข้าร้าน แลดูคนแน่นๆ ก็จะยิ่งทำให้คนอื่นมาสนใจร้านกันมากขึ้นด้วย
ด้วยเทคนิคตามหลักจิตวิทยาและศิลปะเบื้องต้นเล็กๆน้อยๆเหล่านี้ แต่อาจส่งผลต่อภาพลักษณ์ของร้านและเป็นปัจจัยหนึ่งที่อาจช่วยเพิ่มยอดขายได้บ้างไม่มากก็น้อย ลองไปใช้กันดู แล้วมาบอกกันด้วยนะคะว่าได้ผลอย่างไรกันบ้าง ร่วมด้วยช่วยกันในยุคสภาพเศรษฐกิจฝืดเคืองเช่นนี้ สู้ๆค่ะ

______________________________________
หากใครมีบล๊อกที่ blogspot สามารถแอดกันมาได้ที่นี่ค่ะ
https://aorangel.blogspot.com/
***รับดูแลเพจแอดมิน ทางด้าน marketing content
เขียนบทความพร้อมภาพประกอบ email: aorpaka@gmail.com***

วันเสาร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2559

ผู้ชายกับของรักของสะสม ภาคพิเศษ


หลังจากที่เมื่อวานได้เขียนเกี่ยวกับเรื่อง ผู้ชายกับของรักของสะสมแล้ว ทำให้คิดถึงแฟนพี่ทีทำงานด้วยกันคนนึง แฟนพี่เค้าเป็นผู้ชายที่รักรถมากถึงมากที่สุดเท่าที่เคยได้ยินได้ฟังมา

เรื่องที่พี่แกเล่าให้ฟังตอนไปกินข้างกลางวันด้วยกัน แต่ละเรื่องทำเอาน้ำตาเล็ดในความฮาของพี่แก แต่ละเรื่องเด็ดๆทั้งนั้น เลยต้องขออนุญาตพี่แก เพื่อเอามาเล่าให้ฟังกันตรงนี้

เวลาที่พี่แกขับรถออกนอกบ้านเสร็จธุระเมื่อไหร่ เมื่อกลับมาถึงบ้าน อันดับแรกที่ต้องทำ คือกลับมาล้างรถ เช็ดรถทุกครั้ง และทำเช่นนั้นทุกๆวัน

วันวันนึงแฟนพี่แกสามารถใช้เวลาอยู่กับรถได้วันละหลายชั่วโมง โดยไม่ได้คุยกับใครแม้แต่กับตัวแฟนพี่เค้าเอง

จนในบางวันพี่เค้าพยายามตามหาตัวแฟนแกเองภายในบ้าน เดินขึ้น เดินลง หลายรอบ แต่ก็ไม่เห็น แวะไปดูที่รถก็ไม่เห็น ไปดูหน้าบ้านก็ยังไม่เห็น

จนกระทั่งเอะใจ เดินกลับไปที่รถอีกที แล้วก้มลงดู ถึงจะได้เห็นว่า ตัวแฟนพี่แกอยู่ใต้ท้องรถ เห็นแต่เท้าที่โผล่ออกมาเพียงสองข้างเท่านั้น

ช่วงที่น้ำท่วมกรุงเทพใหญ่ แน่นอนว่าสิ่งที่พี่เค้าคิดถึงเป็นอันดับแรกคือ การซื้อถุงพลาสติกขนาดใหญ่เพื่อกันรถไม่ให้ถูกน้ำท่วม

แล้วในบางวันที่พี่เค้าเห็นยุงบินเข้ามาในรถหลายตัวด้วยกัน สิ่งที่พี่เค้าคิดถึงเป็นอันดับแรกคือ การซื้อผ้ามุ้งผืนใหญ่ๆเพื่อกันยุงไม่ให้มาวางไข่ในรถ

เวลาขับรถแล้วแมลงบินผ่าน แมลงยังร่วงตกลงมาตายที่พื้น เพราะความที่ฝากระโปรงพี่แกสุดจะลื่นนนน ด้วยความมัน และเงางามมาก

รถข้าใครอย่าแตะ แม้แต่แฟนพี่แกเดินผ่านแล้วมือไปแตะฝากระโปรงเข้าโดยบังเอิญ พี่แกต้องรีบวิ่งกลับไปดูว่า เป็นรอยฝ่ามือมากน้อยเพียงไร

รักรถ เช็ดรถ ขัดรถ ขัดทุกซอกทุกมุม ขัดยิ่งกว่าขัดห้องน้ำ เรียกได้ว่า ความรักรถของพี่แกนั้นอยู่ในทุกอณูและขุมขน

จนทำให้เวลาแกขับรถไปจอดที่ไหน สิ่งที่มักจะได้พบได้เจอคือ พนักงานรักษาความปลอดภัยจะต้องขอมาลูบๆคลำๆฝากระโปรง คงต้องการพิสูจน์ถึงความมัน ความเงางามของตัวรถ

กับอีกสิ่งที่มักจะต้องได้พบเจอคือ นามบัตรเสียบเอาไว้ตรงที่ปัดน้ำฝนหน้ากระโปรงรถ ประมาณว่าหากสนใจขายรถเมื่อใด ติดต่อได้ทันที เพราะเห็นสภาพรถแล้ว ต้องได้ราคาดีอย่างแน่นอน

นี่ล่ะเรื่องราวของผู้ชายธรรมดาๆคนนึง ที่มีความรักรถในแบบฉบับที่ช่างไม่ธรรมดาเอาเสียเลย!

______________________________________
หากใครมีบล๊อกที่ blogspot สามารถแอดกันมาได้ที่นี่ค่ะ
https://aorangel.blogspot.com/
***รับดูแลเพจแอดมิน ทางด้าน marketing content
เขียนบทความพร้อมภาพประกอบ email: aorpaka@gmail.com***

วันศุกร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2559

ผู้ชายกับของรักของสะสม


สมัยนี้ใครบอกผู้หญิงว่า "เยอะ" ขอค้านหัวชนฝาเลยว่า สมัยนี้คุณผู้ชายเองก็ "เยอะ" ได้ไม่น้อยหน้าผู้หญิงอย่างเราเลย

คำ ว่าเยอะในที่นี้คือ "เยอะ" กับบรรดาของรักของสะสม กับสิ่งของในสิ่งที่ตัวเองรัก ตัวเองชอบในเรื่องนั้นๆ โดยเฉพาะในตอนนี้ที่มาแรงสุดๆ ก็คงหนีไม่พ้น สายจักรยานกับสายกล้อง Mirrorless

หากเป็นสายนักปั่น สมัยนี้จะมาปั่นจักรยานแม่บ้านเหมือนสมัยก่อนก็ไม่ได้แล้ว มันต้องตามเทรนด์ ใครที่ชอบปั่นสบายๆเน้นปั่นระยะไกลก็เป็นสายทัวริ่ง ส่วนหากใครขาลุย ขาวิบากก็ต้องสายเสือภูเขา

หรือใครชอบความเร็ว ขาซิ่ง ก็ต้องสายเสือหมอบ หรือใครชอบลูกผสมที่ถึกก็ได้เร็วก็ดี ก็เป็นสายไฮบริด โมจัดเต็มได้เต็มที่ หรือใครที่เป็นวัยรุ่นก็ต้องสายฟิกเกียร์จัดกันไปตามสไตล์

แต่หาก เป็นสายตากล้อง หากจัดหนักจัดเต็ม เน้นภาพสวยเป็นหลัก รูปลักษณ์เป็นรอง หนักแค่ไหนชั้นก็จะทน จัดไปกับสาย DSLR จะเป็น Canon หรือ Nikon จะเป็น APS-C หรือจะเป็น Full Frame ก็ว่ากันไปแล้วแต่งบประมาณและปัจจัยในกระเป๋าสตางค์

หรือใครเน้นภาพ สวยแต่ไม่เน้นหนัก หนักแค่ไหนชั้นจะไม่ทน ก็มาสาย Mirrorless จะหล่อเล็ก Fuji X-A2 หรือจะหล่อใหญ่ Fuji X-T1 หรือเดินทางสายกลาง Fuji X-T10 จัดกันไปตามสไตล์สายหล่อ

จะว่าไปสโลแกนโฆษณาของบรรดากล้อง Fuji ตระกูล X-series ทั้งหลายน่าจะเป็น "ไม่ว่าจะหล่อเล็ก หรือหล่อใหญ่ แต่หากคุณคล้องกล้อง Fuji X-series หัวใจคุณหล่อมาก" เน้นๆกันไปเลย จบป่ะ

ส่วน ใครที่กระเป๋าหนัก แต่ไม่เน้นหนัก ต้องตัวนี้เลย Full Frame Mirrorless อย่าง Sony A7 และ A7r ที่กระแสกำลังมาแรงขึ้นทุกวัน หากใครที่กำลังเล็งตัวนี้อยู่ โปรดอย่าลืมนะว่าแค่กล้องนะที่เบา ส่วนเลนส์ยังไม่ได้เบาตามไปด้วยนะฮ๊าฟ อย่าลืมพิจารณาก่อนเลือกซื้อ

นี่ เป็นแค่ตัวอย่างเพียงเล็กน้อยสำหรับของรักของสะสมของคุณผู้ชาย ที่ยังมีอีกมากมายหลายอย่างให้ได้ซื้อได้สะสมกัน เห็นม้้ยล่ะว่า "เยอะ" ไม่แพ้ผู้หญิงกันเลยล่ะค่ะ

______________________________________
หากใครมีบล๊อกที่ blogspot สามารถแอดกันมาได้ที่นี่ค่ะ
https://aorangel.blogspot.com/
***รับดูแลเพจแอดมิน ทางด้าน marketing content
เขียนบทความพร้อมภาพประกอบ email: aorpaka@gmail.com***

วันพฤหัสบดีที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2559

งานกาชาดกับเสน่ห์แบบไทยๆที่ไม่เคยจางหายไปตามกาลเวลา


     วันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้วสำหรับงานกาชาดประจำปี 2559 ที่สวนอัมพร ถือเป็นมหกรรมการกุศลประจำปีครั้งยิ่งใหญ่ของสภากาชาดไทย โดยส่วนตัวแล้วชอบไปเดินงานกาชาด ชอบไปร่วมทำบุญซื้อสลากของทางหน่วยงานต่างๆที่มาออกร้านในงาน ชอบที่จะไปเดินชมบรรยากาศหลากหลายในงาน โดยที่ไม่ได้ซื้อของที่เค้าเอาลดราคาครั้งยิ่งใหญ่ประจำปีเสียด้วยซ้ำ

     เป็นงานเดียวที่คุณจะได้เห็นทั้งบูธสาวน้อยตกน้ำและบูธปลาหมึกทอดกรอบตัวโต สไตล์เกาหลีที่วัยรุ่นกำลังฮิตอยู่ในงานเดียวกัน เป็นงานเดียวที่คุณจะได้เห็น"ซุปตาร์เจมส์จิ"ร้องเพลงประชันกับ"คุณสมบัติ ควงคู่คุณอรัญญา"อยู่ในเวทีที่ไม่ไกลกัน

     ชอบบรรยากาศในงานที่จะได้เห็นทหารออกมาโชว์สเต็ปลีลาพร้อมกับร้องเพลง ลูกทุ่งโชว์ลูกคลอสิบแปดชั้น เพื่อเชิญชวนคนในงานให้เข้าไปร่วมเล่น ร่วมจับสลากในบูธของตนเองอย่างครื้นเครง
ชอบบรรยากาศในงานที่จะได้เห็นเหล่าตำรวจกลุ่มใหญ่ๆออกมาโชว์ลีลาเต้นบัดสลบ หรือบาสะโล๊ฟ ซึ่งหมายถึงสไตล์การเต้นรำเป็นหมู่คณะและเต้นเป็นแถวหลายๆคน ทั้งชายและหญิงที่เป็นเอกลักษณ์ของประเทศลาว ที่ดูแล้วน่ารักมาก

     หากใครที่เป็นแฟนงานกาชาดตัวจริง ต้องรู้ว่ากิจกรรมไฮไลท์ของงานกาชาดคือ จับสลาก สอยดาว เล่นบิงโก ปาลูกโป่ง ปาเป้า จับไข่(ไดโนเสาร์) ยิงปืนสั้น ยิงปืนยาว ช้อปปิ้งของลดราคา และ ต้องกินโอวัลตินภูเขาไฟ (เข้าคิวกันประหนึ่งรอซื้อรองเท้ากีฬาออกใหม่ยี่ห้อดัง คนเยอะมากกกก)

     แล้วที่สำคัญที่สุดที่ขาดไปไม่ได้จริงๆ คือ ต้องไปยืนชมวงดนตรีคนตาบอด วงไดมอนด์ ที่เล่นอยู่หน้ากระทรวงศึกษาธิการ เป็นวงดนตรีที่เล่นกันได้สุดยอดมาก คนที่เดินผ่านไปผ่านมา เป็นต้องหยุดยืนฟังเพลงจนจบ และยืนฟังอยู่ต่ออีกประมาณเพลง ถึงสองเพลง และให้เงินเป็นสินน้ำใจก่อนจากกันไป

     เคยยืนฟังตอนที่เค้าเล่นเพลงวงคาราบาวแบบเมดเลย์ก่อนจะเลิกทำการแสดง ทั้งนักร้องและนักดนตรีอินเนอร์มาเต็มเกินร้อย มันส์ทั้งคนเล่น คนร้อง และคนยืนฟัง ถึงขนาดมีคนเต้นตามไปด้วยหลายคน จนเผลอนึกไปว่ายืนชมคอนเสิร์ตของวงคาราบาวอยู่หน้ากระทรวงฯ

     ซึ่งทั้งหมดมันคือเสน่ห์ในแบบฉบับของความเป็นไทย เสน่ห์ที่จะยังคงอยู่ตราบนานเท่านานกับงานกาชาดประจำปี ณ สวนอัมพร

______________________________________
หากใครมีบล๊อกที่ blogspot สามารถแอดกันมาได้ที่นี่ค่ะ
https://aorangel.blogspot.com/
***รับดูแลเพจแอดมิน ทางด้าน marketing content
เขียนบทความพร้อมภาพประกอบ email: aorpaka@gmail.com***

วันพุธที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2559

ยินดีที่ไม่รู้จัก






 
“มั่นใจว่าคนไทยเกินล้านคนต้องเคยมีปัญหากับแท็กซี่” เอิ่มมม อันนี้คือหัวข้อเรื่องวันนี้นะคะ ไม่ใช่ชื่อแอนตี้เพจในเฟซแต่ประการใดนะคะ ;)

สงสัยว่าทำไมส่วนใหญ่ (ขอเน้นนะว่าส่วนใหญ่ ไม่ใช่ทุกคนนะคะ) คนขับรถแท็กซี่บ้านเราถึงมีมารยาทในการขับรถที่แย่ นึกอยากจะจอดตรงไหนก็จอดโดยไม่หลบเข้าข้างทางเวลาที่ผู้โดยสารโบกรถ อันนี้คาดว่าเป็นพฤติกรรมเลียนแบบคนขับรถเมล์และรถสองแถวที่บ้านเรา

นึกอยากจะปาดซ้ายปาดขวา เปลี่ยนเลนไปมา ทั้งที่หากไปแบบไม่เปลี่ยนเลน อาจถึงไวกว่า และที่เด็ดสุดคือทำตัวเป็นพี่กั๊ก กั๊กได้ทุกเลนที่พี่ไป อยู่เลนขวาพี่กั๊กซ้าย อยู่เลนซ้ายพี่กั๊กขวา ทำให้แม้แต่มอเตอร์ไซต์ยังใช้ทางไม่ได้ ต้องขับอ้อมรถพี่พร้อมกับหันหน้ามามองและทำปากขมุบขมิบ

และยิ่งไปกว่านั้นมารยาทในการพูดกับผู้โดยสาร บ่นได้ทุกเรื่อง บ่นได้ทุกสี่แยก เคยเจอบางคันที่นั่งอยู่ในแท็กซี่เพียงแค่ห้านาที ก็อยากจะเอ่ยปากออกไปว่า พี่คะ ขอลงตรงนี้เลยละกันนะคะ ทนฟังพี่ต่อไปไม่ไหวแล้ว แต่ก็กระไรอยู่เพราะหาแท็กซี่สมัยนี้ที่เรียกแล้วบอกว่าไปนี่ ช่างหาได้ยากยิ่งประหนึ่งไอติมกูลิโกะยังไงยังงั้น

หนักไปกว่านั้นแท็กซี่บางคันก็ยกตำแหน่งดีเจให้เป็นพี่อ้อยพี่ฉอดไปโดยปริยาย นั่งปุ๊ป ก็เล่าปัญหาชีวิตครอบครัว ทะเลาะกับแฟน แฟนไปมีกิ๊ก ตัวเองไปมีกิ๊กแล้วแฟนจับได้ เล่าแบบโดยละเอียดยิบ เผลอตัวตามนี่นึกว่าตัวเองกำลังนั่งจัดรายการคลับฟรายเดย์อยู่ (ถามสักคำหรือยังว่าอยากรู้บ้างมั้ยอะ)

นึกถึงเรื่องแท็กซี่ขี้บ่นนี่ ก็ทำให้นึกขึ้นได้ว่า จริงๆแล้ว ว่า เวลาเรานั่งแท็กซี่เราไม่ควรต้องเสียตังค์ค่าโดยสารนะ แต่พี่แท็กซี่ควรเสียตังค์ให้พวกเรามากกว่า ที่ต้องทนนั่งฟังพวกพี่บ่นกัน ถือเป็นการบำบัดจิตลดความเครียดให้กับพวกพี่ได้ทางหนึ่

ดูอย่างเมืองนอกสิ ค่ารักษากับนักบำบัดจิตวิทยาคิดเป็นรายชั่วโมง แพงเสียยิ่งกว่าอะไร อันนี้พวกเราคิดราคาคนไทยแบบกันเอง ขอแค่ให้นั่งรถฟรีแทนละกันนะคะ :)


______________________________________
หากใครมีบล๊อกที่ blogspot สามารถแอดกันมาได้ที่นี่ค่ะ
https://aorangel.blogspot.com/
***รับดูแลเพจแอดมิน ทางด้าน marketing content
เขียนบทความพร้อมภาพประกอบ email: aorpaka@gmail.com***


วันอังคารที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2559

ความสุขเล็กๆ



เมื่อคืนได้รับเมลจากเวบขายรูปออนไลน์เวบหนึ่ง ว่าสองภาพของคุณได้รับการอนุมัติให้สามารถขายได้ผ่านทางเวบไซต์เค้า เห็นเมลแล้วแอบปลื้มปริ่มอยู่ในใจ (ปาดน้ำตาแปร๊ป T_T) คนที่ไม่ได้เป็นนักถ่ายรูปแบบจริงจังอาจจะไม่เข้าใจอารมณ์นี้ แต่หากเป็นนักถ่ายรูปด้วยกันแม้จะเป็นเพียงแต่สมัครเล่น ไม่ได้เป็นอาชีพก็ตาม ต่างคงเข้าใจในโมเมนท์นี้อย่างแน่นอน

ภาพบางภาพที่คนในเฟซเหลือบปรายดูไม่ถึงสิบวินาทีแล้วผ่านไป แต่คนสร้างภาพกว่าจะได้ภาพนั้นๆมา ต้องลงแรงไปเท่าไหร่ ตั้งแต่ออกทริปไปถ่ายรูป ตากแดด ตากเหงื่อ กลั้นหายใจ กดชัตเตอร์ไปเป็นร้อยๆรูป เพื่อให้ได้ภาพที่สวยงามตามที่ตั้งใจไว้ เสร็จแล้วก็มานั่งโพรเซสเพื่อให้ภาพ เพื่อลดนอยซ์ ทำภาพให้ชัดขึ้น ปรับแต่งสีและโทน ให้อารมณ์ออกมาตามที่ต้องการจะสื่อเรื่องราวของภาพนั้นๆ

บางคนถามว่าทำเพื่ออะไร ตอบได้เลยว่า ทำด้วยใจรักล้วนๆ หากใจไม่รักจริง คงไม่มานั่งเสียแรง เสียเวลา ขนาดนี้ เงินก็ไม่ได้ เพราะไม่ได้รับจ้างถ่ายภาพ อย่างเก่งก็ได้แต่ถ่ายภาพให้เพื่อนๆร่วมก๊วนแค่นั้น แต่มันเป็นความสุขที่เราได้ทำ ได้จับกล้อง ได้ออกไปถ่ายรูป ได้ดูรูปหลังกล้อง ได้ลุ้นว่า จะมีภาพสวยมากน้อยแค่ไหนกับทริปนั้นๆ

ที่จริงแล้วเคยส่งไปที่เวบขายรูปออนไลน์สองสามเวบอยู่เหมือนกัน แต่ผลตอบรับที่กลับมาคือ ไม่ผ่านพร้อมเหตุผลที่ว่า ภาพของคุณเหมาะที่จะเอาไว้ชื่นชมและพึงพอใจส่วนตัว มากกว่า สรุปง่ายๆคือเป็นภาพที่ไม่ใช่แนวทางของภาพที่จะเหมาะเอาไปขายต่อในตลาดซื้อ ขายภาพ (ควรจะดีใจหรือเสียใจดี เพราะหมายถึงภาพดี แต่ขายต่อไม่ได้ ปาดน้ำตาอีกรอบ T_T)

จนลองหาเวบใหม่แล้วมาเจอที่ใหม่ ก็ลองส่งไปเล่นๆเพื่อดูผลตอบรับ ว่าจะได้รับคำตอบกลับมาเช่นเดียวกันอีกหรือไม่ ปรากฏว่าเวบนี้ได้รับการอนุมัติให้ขายได้ เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า บางทีไม่ใช่ว่าเราเองไม่ดีพอ แต่หากเป็นเราไม่พอดีกับสิ่งแวดล้อมในสังคมนั้นๆ เพียงแต่เราต้องมองหาที่ที่พอดีกับเราเองด้วยเช่นกัน

______________________________________
หากใครมีบล๊อกที่ blogspot สามารถแอดกันมาได้ที่นี่ค่ะ
https://aorangel.blogspot.com/
***รับดูแลเพจแอดมิน ทางด้าน marketing content
เขียนบทความพร้อมภาพประกอบ email: aorpaka@gmail.com***

วันจันทร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2559

เอาจริงๆเลยนะ ทุกวันนี้คุณใช้กี่แอพในสมาร์ทโฟน


ออกตัวก่อนเลยว่าที่ตั้งคำถามนี้ขึ้นมา มิได้จะถามหาเรื่อง หรือจะตัดสินอะไรกับใครนะคะ เป็นเพียงหัวข้อเรื่องที่เขียนถึงในวันนี้แบบผุดขึ้นมาแว่บแรกในหัวเลย

เนื่องจากทุกวันนี้เห็นเพื่อนๆใกล้ตัว หรือแม้กระทั่งคนบนรถไฟฟ้าเองก็ตาม ต่างก็เห็นว่าเล่นเฟซบุค เล่นไลน์ เล่นเกมส์ในเฟซบุค เล่นอินสตาแกรม อ่านเมล ตอบเมล นานๆทีจะเห็นคนที่เล่นอะไรนอกเหนือจากนี้ในมือถือ ยกเว้นพวกเกมเมอร์ตัวจริงที่เมามันส์กับการเล่นเกมส์แม้กระทั่งในมือถือ อันนั้นก็ปล่อยเค้าไปนะคะ (แต่บางทียืนอยู่ใกล้ๆยังแอบอินมันส์ตามไปด้วยเลยในบางครั้ง)

เพราะทุกวันนี้สังเกตเห็นหลายๆคน ที่ซื้อสมาร์ทโฟนในรุ่นใหม่ที่แต่ละเจ้าผลิตกันออกมาแข่งกันอย่างดุเดือดในตลาดมือถืออย่างดุเดือด ไม่ว่าจะกล้องสิบล้าน ยี่สิบล้าน พิกเซล ก็ใส่กันไม่มายั้ง เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของวัฒนธรรมเซลฟี่ ที่ใครก็ต่างอยากให้ภาพตัวเองออกมา สวย ใสอมชมพู ฟรุ๊งฟริ๊งกระดิ่งแมว จุ๊บุจุ๊บุ ด้วยกันทั้งนั้น

แต่จะมีใครรู้บ้างมั้ยนะ ว่าไอ้ภาพที่ถ่ายจะออกมาสวยหรือไม่สวยนั้น ไม่เกี่ยวกับเรื่องพิกเซลของกล้องเลย แทบจะเป็นส่วนน้อย ยกเว้นถ่ายภาพในสภาพแสงน้อย ถึงจะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ภาพที่ถ่ายออกมาดีหรือไม่

เพราะจริงๆแล้วหากว่าใครที่ไม่ได้เล่นแอพอะไรนอกจากที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว เราไม่จำเป็นเลย ที่จะต้องซื้อสมาร์ทโฟนแตะระดับหลักหมื่น ให้งบห้าพันเลยด้วยไม่เกินนี้ ก็สามารถเล่นแอพพื้นฐานยอดนิยมที่ใช้กันทั่วๆไปได้แล้ว

เห็นบางคนทุ่มทุนเสียตังค์ถอยไอโฟนรุ่นใหม่กันออกมา ราคาในระดับหลายหมื่น แต่ถามว่าทำอะไรบ้าง ก็เล่นแค่แอพพื้นฐานยอดนิยมเท่าน้นเช่นกัน แต่ซื้อมาเพราะคิดมั่นใจว่าจะถ่ายภาพออกมาสวย

อืมมม อันนี้ต้องมาทำความเข้าใจกันใหม่นะคะ ว่าภาพจะสวยหรือไม่สวย คนคนนั้นควรมีพื้นฐานในเรื่องการถ่ายรูปอยู่บ้างเล็กน้อยถึงปานกลาง เพราะหากว่าใครเข้าใจเรื่องนี้แล้ว คุณไม่จำเป็นเลยที่จะต้องจ่ายตังค์แพงๆเพียงเพื่อให้รูปถ่ายของคุณออกมาสวย

เพราะหากจะเอาให้ภาพแบบสวยจริงสวยจังเน้นๆนะ ขอแนะนำให้ไปซื้อกล้องคอมแพคแบบออโต้โฟโต้ช้อปเลยดีกว่าค่ะ เพราะกล้องสมัยนี้มีระบบโฟโต้ช้อปอัตโนมัติที่ทำโพรเซสออกมาได้เนียนกว่าในสมาร์ทโฟนเยอะ แถมสมัยนี้มีไวไฟในตัวแบบพร้อมแชร์เข้าเฟซบุคต่อกับมือถือได้แบบเรียลไทม์ ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากกันอีกต่อไป (สมัยก่อนต้องกลับบ้านไปอัพโหลดลงคอม แล้วค่อยมาอัพเฟซ เพลียยยย)

เคยสังเกตมั้ยคะว่า ภาพเซลฟี่ของเพื่อนๆหลายคนที่บอกว่าหน้าเนียนเนี่ย คือมันเนียนแบบตุ๊กตาอะ มันแลดูพลาสติกมาก คือแบบว่า มันไม่ใช่อะกิ๊บ มันแลดูไม่งามอะคะ แต่หากว่าเป็นภาพรีทัชจากกล้องละก็ รับรองว่าสวย ใส กลายเป็นเนตไอดอล ประมาณว่าน้องพิมฐา มาเองเลยล่ะค่ะ

สมัยนี้บางทีเราก็สับสน และงงๆกับชีวิตนะคะ ว่าเราต้องการอะไรกันแน่ เราต้องการสมาร์ทโฟนเพื่อไม่ได้เอาไว้โทรหากัน เราก็ต้องการสมาร์ทโฟนเพื่อถ่ายภาพออกมาให้สวยประหนึ่งถ่ายด้วยกล้อง DSLR แบบรุ่นมือโปรที่ใช้กันตัวละเป็นแสนผสมกับโพรเซสด้วยโปรแกรมโฟโตช้อปพร้อมมีคนตัดต่อมืออาชีพ ให้หน้าเนียน สวย ใส ไฮไลท์ คอนทัวร์ หน้าพุ่ง หน้าเด้งแบบ แบบมีออร่า  เราต้องการมือถือเพื่อ???

______________________________________
หากใครมีบล๊อกที่ blogspot สามารถแอดกันมาได้ที่นี่ค่ะ
https://aorangel.blogspot.com/
***รับดูแลเพจแอดมิน ทางด้าน marketing content
เขียนบทความพร้อมภาพประกอบ email: aorpaka@gmail.com***

วันอาทิตย์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2559

ไอเดียแหวกแนวกับธุรกิจสตาร์ทอัพ


ทุกวันนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเจ้าสมาร์ทโฟนหน้าจอสี่เหลี่ยมเล็กๆนี้ ได้กลายเป็นปัจจัยที่ห้าของคนในชีวิตยุคดิจิตอลกันไปแล้ว เรียกได้ว่าตั้งแต่ตื่นนอน ตลอดจนกระทั่งเข้านอน กิจกรรมในชีวิตของเราเองนั้นในหลายเหตุการณ์  ก็จำเป็นต้องพึ่งพาแอพพลิเคชั่นในสมาร์ทโฟนมาเป็นตัวช่วยให้กับเรา อาทิเช่น แอพ แผนที่เพื่อช่วยในเรื่องการเดินทาง แอพแปลภาษาที่ช่วยทั้งในเรื่องงานและโดยเฉพาะเวลาไปเที่ยวต่างประเทศ เป็นต้น

ด้วยความที่อินเตอร์เน็ตและสมาร์ทโฟนเริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ธุรกิจสตาร์ทอัพ หรือ ธุรกิจเกิดใหม่ในตลาดดิจิตอล กำลังเป็นที่ได้รับความสนใจจากคนรุ่นใหม่ ที่ผสานความเชี่ยวชาญในเรื่องเทคโนโลยีบวกกับไอเดียแปลกๆ ใหม่ๆ ที่ยังไม่มีใครทำ และได้รับการตอบรับที่ดี จนทำให้มูลค่าของบริษัทเกิดใหม่เพิ่มขึ้นอย่างสูง

แน่นอนว่าธุรกิจสตาร์ทอัพนั้นต้องมีความสดใหม่ ไม่ซ้ำใคร ไม่มีใครเคยคิด หรือนึกถึงมาก่อน แต่ทว่ากลับตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่ยังมีช่องว่างในตลาดดิจิตอลอีกมาก วันนี้เลยอยากลองยกตัวอย่างมาสักสองตัวอย่างให้พอได้เห็นภาพกับที่ไอเดียสุดจะแหวกแนว ที่ไม่คิดว่าจะมีใครคิด แถมกลับได้รับความนิยมอย่างมากในต่างประเทศ

ตัวอย่างแรก TrunkClub.com ได้ไอเดียมาจากความเป็นผู้ชายในแบบผู้ชายแท้ๆ ส่วนใหญ่มักไม่ชอบการช้อปปิ้ง ไม่ชอบไปช้อปตามห้างสรรพสินค้า หรือแม้กระทั่งช้อปออนไลน์ และอาจด้วยเพราะเลือกเสื้อผ้าใส่เองไม่เป็น จึงมีคนคิดไอเดียนี้ขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายนี้โดยเฉพาะ เพราะเสมือนหนึ่งได้ผู้ช่วยส่วนตัว ที่คอยบริการเลือกผลิตภัณฑ์เครื่องแต่งกายในแบบที่เป็นคุณ ซึ่งจะส่งพัสดุพร้อมสินค้าโดยคัดเป็นเซตให้ได้เลือกถึงบ้าน ทุกๆ 2 - 3 เดือนแบบฟรีๆ เพียงแค่สมัครสมาชิกและกรอกรายละเอียดประวัติส่วนตัว หน้าที่การงาน ความสนใจ งานอดิเรก เพื่อให้ทีมงามผู้เชี่ยวชาญจะคัดเลือกแบบที่เข้ากับไลฟสไตล์ของคนคนนั้น และหากว่าของชิ้นใดที่ชอบ ก็เก็บเอาไว้ หรือชิ้นไหนไม่ชอบก็ส่งคืน ภายในระยะเวลาที่กำหนด แล้วก้อตัดผ่านบัตรเครดิตในชิ้นที่เลือกเก็บไว้ สุดแสนจะสะดวกสบายเสียจริง ทำให้ถูกจริตอย่างมากกับพ่อหนุ่มที่เกลียดการช้อปปิ้งเป็นชีวิตจิตใจ (แต่ก็มีผู้ชายอีกส่วนหนึ่งที่รักการช้อปปิ้งตัวพ่อ แบบไม่น้อยหน้าผู้หญิง ซึ่งแน่นอนว่าคงไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายของธุรกิจนี้)

ตัวอย่างที่สอง Airbnb.com  ส่วนไอเดียนี้เป็นการตอบโจทย์กับไลฟสไตล์ของคนในวัฒนธรรมตะวันตก ที่เด็กวัยรุ่นมักจะออกมาเช่าบ้านอยู่กันเอง และก็ย้ายเมืองไปเรื่อย ทำให้ในบางครั้งมีห้องว่างที่ไม่ได้พักอยู่จำนวนมากแต่ยังต้องจ่ายค่าเช่า เลยกลายเป็นช่องว่างให้ธุรกิจนี้ได้เริ่มต้นขึ้น เป็นการเปิดห้องหรือบ้านให้เช่า โดยผู้เลือกสามารถอ่านรายละเอียดของบ้านให้เช่า ตามสถานที่ต่างๆทั่วโลกที่ต้องการไป พร้อมอ่านรีวิวจากคนที่เคยไปพักได้ (แต่ไอเดียนี้กลับกลายเป็นเหรียญสองด้าน เพราะหากเจอคนดีก็ดีไป ได้รับการต้อนรับและบริการที่อบอุ่นจากเจ้าของที่พักดั่งประดุจญาติมิตรในต่างแดน แต่หากเจอคนไม่ดี ซ้ำร้ายหากเป็นโจรก็ยิ่งไปกันใหญ่ เพราะจะเห็นฉากคดีฆาตกรรมในซีรีย์ฝรั่งหลายๆตอนที่กล่าวอ้างอิงถึงการเช่าบ้านหรือเปิดบ้านให้เช่าในธุรกิจเช่นนี้)

ในอนาคตคงมีไอเดียอะไรที่แปลกและใหม่กว่านี้ออกมากันอีกแน่นอน ต้องคอยติดตามกันต่อไปว่าจะมีบริการอะไรให้เราได้เซอร์ไพรสกันอีกค่ะ

______________________________________
หากใครมีบล๊อกที่ blogspot สามารถแอดกันมาได้ที่นี่ค่ะ
https://aorangel.blogspot.com/
***รับดูแลเพจแอดมิน ทางด้าน marketing content
เขียนบทความพร้อมภาพประกอบ email: aorpaka@gmail.com***

วันเสาร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2559

รองเท้ากับผู้หญิง




เข้าสู่เดือนเมษากันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นั่นหมายความว่าฤดูซัมเมอร์มาเยือนประเทศไทยกันอย่างเต็มที่ หลายคนคงร้องยี๊ ด้วยความร้อนของอุณหภูมิที่สูงขึ้นจนบางทีก็ใกล้จุดเดือดในร่างกายและอารมณ์ กันไปทุกที

พอพูดถึงซัมเมอร์ภาพแรกที่ผุดมาในหัว คือรองเท้าที่มีเส้นและสายพันกันไปมารอบเท้าและข้อเท้า หรือบางคู่ก็พันมาถึงหน้าแข้ง เป็นสไตล์รองเท้าที่เข้ากันดีกับช่วงซัมเมอร์คอลเลคชั่น

เวลาแต่งตัวออกจากบ้าน บางคนก็เลือกเสื้อผ้า บางคนอาจเลือกกระเป๋า แต่โดยส่วนตัวแล้วจะเลือกรองเท้าเป็นสิ่งอันดับแรก ว่าธุระที่จะออกไปวันนี้ โอกาสอะไร สถานที่เช่นไร เดินเยอะมากน้อยแค่ไหน หรือแค่ไปช้อป ชิม ชิล ก็ยิ่งสนุกกับการเลือกรองเท้าแฟชั่นต่างๆ แล้วแต่อารมณ์จะพาไป

หากเป็นวันทำงานแน่นอนว่า ต้องเป็นแบบทางการ ประเภทคัชชูปิดหัว เพื่อความเป็นทางการ หรือไม่ต้องทางการมากนัก ก็เป็นบรรดาส้นสูงสารพัดสาย แต่แน่นอนว่าคู่นั้นต้องมั่นใจว่าเดินถนัดและไม่กัด

วันไปเดินห้างกับเพื่อนสาว เดินพอประมาณ เบาๆ ในแอร์ตามห้างสรรพสินค้า สามารถจัดเต็มกับรองเท้าจะส้นตึก ที่สุดแสนจะเดินไม่ถนัดหรือแบนติดพื้นแต่อุดมไปด้วยเส้นสายที่ยากต่อการใส่ แค่ไหนก็ไม่หวั่น

แต่หากไปเดินตลาดนัดกลางคืน เดินถึก เดินทน เดินชมทั้งตลาด อันนี้ต้องเลือกรองเท้าที่สามารถรองรับกับการเดินนานๆ และไม่ปวดเท้า เช่น รองเท้าแนวสุขภาพทั้งหลาย จะเป็นสายเดี่ยว สายคู่ หรือเป็นแถบ ตามสไตล์ที่ชอบทำออกมากันของแต่ละแบรนด์ที่มีสไตล์ใกล้เคียงกัน หรือวันไหนนึกสนุกหยิบบู้ทหุ้มข้อมาใส่ก็อึด ถึก และใส่สบายตลอดคืน

หรือหากจะต้องออกทริปต่างจังหวัด อันนี้ยิ่งคิดเยอะ ว่าทริปนี้ไปไหน หากเป็นทริปภูเขา ส่วนใหญ่จะเลือกรองเท้าผ้าใบเพราะสวมใส่สบาย ให้ความมั่นใจในการเดิน ไม่ลื่น หรือรองเท้าที่เอาไว้ใส่ลุยแบบแบรนด์เฉพาะเพื่อ ใส่แบบสมบุกสมบัน ลุยดิน ลุยโคลน เลอะ แค่ไหนก็ไม่หวั่น

ส่วนหากทริปทะเล แน่นอนว่ามาเต็มกับสารพัดเส้นสาย ไม่ว่าจะทำมาผ้า เชือก หนัง หรือแม้แต่พลาสติก อันนี้ยิ่งชอบมาก เพราะสามารถใส่ลุยน้ำได้เลย ไม่ต้องกลัวเปียก สวยกิ๊บเก๋และเป็นประโยชน์อย่างมาก แถมป้องกันบรรดาเศษหินเศษหอยตามชายหาดบาดเท้าได้อีกด้วย

ส่วนวันสบายๆ ก็จะนึกถึงบรรดาคอลเลคชั่นรองเท้าแตะ ไม่ว่าจะเป็นออริจินอลแบบแตะคีบแบบยาง แตะไฮโซทำด้วยหนังของแบรนด์รองเท้าเพื่อสุขภาพ หรือจะเป็นแตะทำด้วยพลาสติกใสๆใส่อวดเท้าคู่สวย

เอิ่มมม ที่กล่าวมาทั้งหมดนี่คือจะบอกว่า รองเท้ามีความสำคัญกับผู้หญิงอย่างมาก รองเท้ากับผู้หญิงเป็นของคู่กัน เพราะรองเท้าแต่ละประเภทมีความจำเป็นต่อการใช้งานและรองรับการใช้งานที่แตก ต่างกันไปตามแต่ละวาระและโอกาส

ดังนั้นหากว่าบรรดาคุณผู้ชายทั้งหลายได้อ่านบทความมาถึงบรรทัดนี้แล้วละก็ หากคราวหน้าคุณแฟนหรือคุณแม่บ้าน จะเอ่ยปากซื้อรองเท้าแล้วละก็ ปล่อยให้เธอซื้อเถอะนะคะ และโปรด...อย่าได้เอ่ยปากพูดประโยคสุดแสนคลาสสิคแต่สุดแสนจะน่าเบื่อที่่ว่า "รองเท้าที่บ้านมีเยอะแล้วนะ ยังจะซื้ออีกเหรอ?" คงไม่ต้องทวนซ้ำโน๊ะ

______________________________________
หากใครมีบล๊อกที่ blogspot สามารถแอดกันมาได้ที่นี่ค่ะ
https://aorangel.blogspot.com/
***รับดูแลเพจแอดมิน ทางด้าน marketing content
เขียนบทความพร้อมภาพประกอบ email: aorpaka@gmail.com***